ประวัติ เคย์เลอร์ นาบาส

ชื่อเต็ม : เคย์เลอร์ นาบาส แกมบัว 
วันเกิด : 15/12/1986
เมืองทีเกิด : ซาน ไอซิโดร (คอสตาริก้า)
ส่วนสูง : 1.84 เซนติเมตร 
น้ำหนัก : 78 กก.    ufa1688 
สัญชาติ : คอสตาริเซนเซ่ 
หมายเลขผู้เล่น : 32
ตำแหน่ง : ผู้รักษาประตู
ต้นสังกัด : บาเยิร์น มิวนิค 

สโมสร

    เคย์เลอร์ นาบาส เกิดที่เมือง ซาน ไอซิโดร และได้ลงเฝ้าเสานัดแรกในฐานะผู้รักษาประตูอาชีพช่วงวันที่ 6 พฤศจิกายน 2005 ให้กับต้นสังกัด เดปอร์ติโว ซาปริสซ่า เป็นเกมลีกที่พบกับ เดปอร์ติวา การ์เมลิต้า และนาบาส ก็เป็นมือหนึ่งให้กับ ซาปริสซ่า ตลอดช่วง 2 ฤดูท้าย จากที่หากินมายาวนานถึง 5 ปี และช่วยให้ต้นสังกัดกวดแชมป์ไปทั้งหมด 7 โทรฟี่   เริ่มการเล่นบอลในระดับสโมสรเยาวชนร่วมกับ ซาปริสซ่าโดยเป็นสโมสรในบ้านเกิดตัวเองที่คอสตาริกาในช่วงปี 1999-2005 หลังจากอยู่ร่วมกับทีมในระดับสโมสรมานานกว่า 6 ปี ได้พัฒนาความสามารถจนก้าวเผ่านาสู่ระดับสโมสรอาชีพ ต่อมาปี 2005-2010 เล่นในสโมสรอาชีพกับ ซาปริสซ่า และปี 2010-2012 ย้ายเผ่านาเล่นในสเปนร่วมกับทีม อัลวา จากนั้นปี 2011-2012 ถูกปล่อยตัวให้มาเล่นกับสโมสร เลบานเต้ โดยปี 2014-2019 ย้ายเผ่านาร่วมค้าแข้งกับเรียลมาดริด จนกระทั่งปี 2019 ย้ายเผ่านาค้าแข้งในสโมสรปารีส แซงต์-แชร์กแมง ในลีกเอิง โดยทำสัญญาช่วงวันที่ 2 กันยายน 2019 และเปลี่ยนเป็นผู้เล่นจากคอสตาริก้าคนแรกที่ลงเล่นให้สโมสรในลีกเอิง และเปิดตัวนัดแรกในเกมที่พบกับ สตารส์บูร์ก และสามารถทำผลงานคลีนชีทได้สำเร็จจากการลงสนามเป็นนัดแรกของเขา สไตล์การเล่นของเขามีความโดดเด่นนับว่าเป็นหนึ่งในผู้รักษาประตูที่เก่งที่สุดในโลก และเป็นผู้รักษาประตูที่มีทักษะ ไหวพริบดี คล่องแคล่ว จึงเป็นผู้เล่นคนสำคัญที่ช่วยให้สโมสรนั้นมีความแกร่งในการเล่นอย่างมาก การสนองตอบอย่างรวดเร็วอ่านเกมออก เป็นอีกหนึ่งผู้เล่นที่ยังคงทำผลงานได้ดี

    วันที่ 10 กรกฏาคม 2010 นาบาส ย้ายไปหาความท้าทายใหม่ๆกับอัลบาเซเต้ ในสเปน ซึ่งจอมหนึบจากคอสตาริก้า ลงเฝ้าเสาให้กับสโมสรใหม่ไป 36 จาก 42 เกมในซีซั่นแรก อย่างไรก็ตาม ทีมของนาบาส ต้องหล่นไปดิวิชั่น 3 หลังสิ้นสุดฤดูด้วยชั้นสุดท้าย

    ส่วนในซีซั่น 2011-12 นาบาส ส้มหล่นได้มาค้าแข้งกับทีมระดับลา ลีก้า กับเลบันเต้ แบบยืมตัว 1 ฤดู ทว่านายด่านผิวเข้มกลับได้ลงเฝ้าเสาให้ "ค้างคาวน้อย" แค่เกมเดียวคือนัดสุดท้ายของฤดู ในเกมเปิดบ้านถล่มแอธ.บิลเบา 3-0 ตอนวันที่ 13 พฤษภาคม 2012 พร้อมกับมีส่วนเล็กๆช่วยให้เลบันเต้ ได้สิทธิ์ไปโม่แข้งยูโรป้า ลีก เป็นนัดแรกในประวัติศาสตร์สโมสร 

    นาบาส ย้ายมาอยู่กับเลบันเต้ อย่างถาวร ในฤดูต่อมา โดยเผ่านาเป็นผู้เล่นสำรองของกุสตาโว มูนัว และต้องอดทนรออยู่ถึง 2 ซีซั่น กว่าจะได้โอกาสสอดแทรกเป็นมือหนึ่ง ซึ่งในฤดู 2013-14 นาบาส ได้เฝ้าหน้าปากประตูถึง 37 เกม พร้อมกับพา "ค้างคาวน้อย" จบชั้น 10 

ทีมชาติ

    นาบาส เคยติดทีมชาติคอสตาริก้า ทำศึกยู-17 ชิงแชมป์โลก ที่ฟินแลนด์ เมื่อปี 2003 ก่อนจะติดธงชุดใหญ่เป็นนัดแรกเมื่อส.ค. 2006 ในเกมอุ่นเครื่องกับออสเตรีย และออสเตรีย ทว่าก็ไม่ได้ถูกส่งลงสนามอะไร จากนั้น นาบาส สร้างชื่อในศึกโกลด์ คัพ 2009 ด้วยการพา "กล้วยหอม" ทะลุถึงรอบรองชนะเลิศ และได้รับตำแหน่งผู้รักษาประตูยอดเยี่ยมประจำทัวร์นาเม้นต์อีกด้วย 

    ในศึกบอลโลก 2014 ตอสตาริก้า เปิดฉากได้อย่างสวยหรู ด้วยการไล่ทุบอุรุกวัย 3-1 ตามด้วยกระทุ้งอิตาลี 1-0 ก่อนจะเสมออังกฤษ 0-0 เป็นการปิดท้าย พร้อมกับจบด้วยการเป็นแชมป์กลุ่ม และนาบาส ก็โดนยิงผ่านมือเพียงแค่ลูกเดียว แถมเปนการเสียประตูจากลูกจุดโทษ 

    ขณะที่ในรอบต่อมา นาบาส ได้รับการโหวตให้เป็นแมน ออฟ เดอะ แมตช์ ในแมตช์ชนะกรีซ หลังจากเซฟเป็นพัลวันในเวลาปกติ และพาทีมเอาชนะ "เทพนิยาย" จากการดวลจุดโทษ ก่อนจะเป็น "กล้วยหอม" ซึ่งผ่านไปสู่รอบ 8 ทีมสุดท้ายได้เป็นนัดแรกในประวัตศาสตร์ ถึงแม้จะหยุดอยู่ค่รอบดังที่กล่าวถึงแล้วจากน้ำมือของ ฮอลแลนด์ ก็ตาม ทว่าเจ้าตัวยังได้รับการโหวตให้เป็นแมน ออฟ เดอะ แมตช์ อีกรอบ

ประวัติ ชนาธิป สรงกระสินธ์

จอมทัพช้างศึกโพสต์ข้อความให้กำลังใจแนวรับเพื่อให้นร่วมทีมหลังถูกวิจารณ์จากการซัดจุดโทษพลาดในเกมอุ่นเครื่องพ่ายเกาหลีเหนือ

     ชนาธิป สรงกระสินธิ์ จอมทัพของทีมชาติไทยปกป้อง ประวีณวัช บุญยงค์ กองหลังเพื่อให้นร่วมทีมหลังถูกวิจารณผลงานในเกมอุ่นเครื่องที่เปิดบ้านปราชัย เกาหลีเหนือ 0-1 เมื่อวานที่ผ่านมา โดยชี้ว่าเราคือทีมเดียวกันหากแพ้ก็ต้องแพ้ร่วมกัน

     ดาวซัลโวซีเกมส์เมื่อสองปีก่อนกลายเป็นเป้าโจมตีจากการมีส่วนทำให้ทีมเสียประตูให้ทัพโสมแดงรวมทั้งยิงจุดโทษพลาดในช่วงท้ายครึ่งแรก ก่อนที่ปัจจุบัน "เมสซี่เจ" จะออกมาปกป้องพร้อมให้กำลังใจผ่านทางโซเชียลมีเดีย

     "ชนะก็ชนะด้วยกันแพ้ก็แพ้ด้วยกัน คำว่าทีมไม่ต้องเติมไอ ‪#‎ไม่มีใครไม่เคยผิดพลาดต่อให้เก่งมากแค่ไหนก็ตาม‬"

     สำหรับ ทีมชาติไทย จะเปิดฉากสนามคัดเลือกบอลโลก รอบสอง พบกับ เวียดนาม วันที่ 24 พฤษภาคมนี้ ที่สนามราชมังคลากีฬาสถาน

ชื่อเต็ม : ชนาธิป สรงกระสินธ์

 

วันเกิด: 5 ตุลาคม ค.ศ. 1993 (21 ปี)
เกิดที่ : นครปฐม, เมืองไทย
สัญชาติ : ไทย
ส่วนสูง : 158 เซนติเมตร
ตำแหน่ง : กองกลางตัวรุก / ปีก

ประวัติส่วนตัว

 

     ชนาธิป สรงกระสินธ์ เกิดช่วงวันที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2536 เป็นชาวจังหวัดนครปฐม เล่นบอลตั้งแต่อายุได้ 4 ขวบ และเล่นบอลอย่างจริงจังในขณะอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่โรงเรียนกีฬากรุงเทพมหานคร และย้ายมาศึกษาต่อที่โรงเรียนเพ็ญสมิทธิ์ในชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 หลังจบชั้นประถม ชนาธิป กลับจังหวัดนครปฐมเพื่อให้เข้ารับการศึกษาในชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นจากโรงเรียนสามพรานวิทยา ในเดี๋ยวนี้เขาได้เล่นบอลเดินสายกับทีม ซีแอล ไฮสปีด ทีมบอลเดินสายชื่อดังในจังหวัดนครปฐม ร่วมกับ รัชพล นาวันโน ที่ภายหลังเปลี่ยนเป็นนักเตะทีมชาติไทยอีกคนหนึ่ง

 

     หลังจบชั้น ม.ต้น ชนาธิป จึงย้ายมาศึกษาต่อที่วิทยาลัยเทคโนโลยีพาณิชยการราชดำเนิน และเล่นบอลให้สถาบันไปด้วย โดยช่วยให้สถาบันของเขาครองถ้วยพระราชทาน โดยได้แชมป์บอลผู้เรียนกรมพลศึกษา 18 ปี ประเภท ก. ในเดือน มกราคม ปี 2554

 

     ปัจจุบัน ชนาธิป สรงกระสินธ์ ศึกษาที่คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

 

เส้นทางในอาชีพการค้าแข้ง

บีอีซี เทโรศาสน

ฤดู 2011

     ในสมัยที่ ชนาธิป ยังเล่นบอลระดับเด็กนักเรียน เขาเคยถูกสโมสร ทีโอที เอฟซี ปฏิเสธที่จะเซ็นสัญญาด้วยเพราะรูปร่างเล็กเกินไป ไม่เหมาะจะเป็นนักเตะอาชีพ ก่อนที่จะเป็นสโมสร บีอีซี เทโรศาสน ที่นำตัวเขามาร่วมทีมชุดเยาวชนของสโมสร โดยให้ค่าแรงเดือนละ 10,000 บาท

     ชนาธิป อยู่ในทีมชุดเยาวชน U-19 ของสโมสรภายใต้การคุมทีมของ แอนดรูว์ ออร์ด โค้ชทีมเยาวชนชาวออสเตรเลีย และสามารถพาทีมเยาวชนของสโมสรคว้าแชมป์ เอฟเอ ยูธ คัพ 2011 ได้สำเร็จ โดยในนัดชิงชนะเลิศ วันที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2554 ที่สนาม ศุภชลาศัย เขาสามารถพาสโมสรเอาชนะทีมเยาวชน U-19 ของสโมสร บุรีรัมย์-พีอีเอ ไปได้ 5-2 และได้รับรางวัล แมน ออฟ เดอะ แมตช์ หลังจบเกมส์

     ด้วยผลงานที่ดีในทีมเยาวชนของบีอีซี เทโรศาสน ทำให้ในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2554 เขาถูก สมชาย ชวยบุญชุม โค้ชทีมชาติชุดเยาวชนในขณะนั้น เรียกติดทีมชาติไทยชุดเยาวชน 19 ปี แข่งขันรายการชิงแชมป์แห่งชาติเอเซีย 2012 ในรอบคัดเลือก โดยทีมชาติไทยได้แชมป์กลุ่มได้ผ่านเข้าไปเล่นในรอบสุดท้ายที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ในปีหน้า โดยในรอบคัดเลือกนี้ ชนาธิป ได้ลงเล่นเป็นตัวจริงและยิงประตูให้ทีมชาติไทยชุดเยาวชนอายุ 19 ปีได้ 1 ลูก ในเกมส์ที่ถล่มเยาวชนทีมชาติเกาะกวมไปถึง 13-0 ที่สนามเทพหัสดิน

ฤดู 2012

     หลังจากแอนดรูว์ ออร์ด โค้ชทีมเยาวชนสามารถคว้าแชมป์เอฟเอ ยูธ คัพ 2011 ได้ สโมสรก็ได้แต่งตั้งให้เลื่อนขึ้นมาคุมทีมชุดใหญ่ และแอนดรูว์ ออร์ด ก็นำชนาธิป ที่เคยเล่นในทีมชุดเยาวชนภายใต้การคุมทีมของเขามาอยู่ในทีมชุดใหญ่ด้วย โดยได้รับเบอร์เสื้อหมายเลข 18

     ชนาธิป ได้รับโอกาสลงเล่นให้กับต้นสังกัดเป็นนัดแรก ในเกมส์นัดเปิดสนามไทยพรีเมียร์ลีก 2555 วันที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2555 ที่ทีมของเขาต้องออกไปเยือนสโมสรเมืองทอง ยูไนเต็ด ที่สนาม ยามาฮ่า สเตเดี้ยม โดย ชนาธิป ลงเล่นเป็นตัวจริงแต่ทีมของเขาแพ้ไป 2-1 และมายิงประตูแรกได้ในวันที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2555 ในนัดที่ บีอีซี เทโรศาสน ออกไปเยือนสโมสร การท่าเรือไทย เอฟซี ที่สนามแพทสเตเดี้ยม ซึ่งเขาถูกเปลี่ยนลงมาแทน จักรกริช บุญคำ ในช่วงหลัง โดยในการแข่งขันนัดดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นเขาทำผลงานให้เป็นที่จดจำของแฟนบอล ด้วยการถูกส่งลงมาในฐานะผู้เล่นสำรองแล้วยิงคนเดียว 2 ประตู โดยลูกที่ 2 เป็นการกระชากด้วยความเร็วกว่าครึ่งสนามก่อนจะล็อกหลบ วัลลภ แซ่จิ๋ว นายประตูเจ้าบ้านแล้วค่อยๆ เลี้ยงบอลผ่านเส้นประตูเข้าไปอย่างเหนือชั้น ทำให้สโมสรบุกมาชนะการท่าเรือถึงถิ่น 2-0

     ด้วยวัยเพียง 18 ปี แต่จากฟอร์มการเล่นอันยอดเยี่ยม ทำให้ ชนาธิป ยึดตำแหน่งภายในทีมได้ตั้งแต่ฤดูแรกที่ขึ้นมาจากทีมเยาวชน โดยในวันที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2555 เขาได้ลงสนามในรายการ โตโยต้า ลีกคัพ 2555 ในรอบ 32 ทีมสุดท้ายซึ่งเป็นการลงเล่นรายการนี้เป็นนัดแรกของเขา ในเกมส์นัดดังที่กล่าวมาแล้วทีมของเขาต้องออกไปเยือนลำพูน วอร์ริเออร์ ที่สนาม แม่กวง สเตเดี้ยม และเขาก็ช่วยให้ทีมชนะ 2-1 ต่อมาในวันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2555 เขายิงได้อีก 1 ประตูในเกมส์ ไทย พรีเมียร์ ลีก ที่ บีอีซี เทโรศาสน ต้องออกไปเยือนสโมสรวัวชน ยูไนเต็ด ที่สนาม ติณสูลานนท์ จ.สงขลา โดยเขายิงประตูให้ทีมขึ้นนำ 1-0 ก่อนที่ทีมของเขาจะชนะเจ้าบ้านไป 2-1

     วันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2555 ชนาธิป สรงกระสินธ์ ได้ลงเล่นบอลชิงถ้วยไทยคม เอฟเอ คัพ เป็นนัดแรก โดยเป็นเกมส์รอบ 32 ทีมสุดท้าย ที่สโมสรต้องออกไปเยือน พัทยา ยูไนเต็ด ที่สนามกีฬา เทศบาลหนองปรือ โดยเขาเป็นคนเปิดให้ กิลเบิร์ต คุมสัน ยิงประตูชัยให้บีอีซี บุกมาชนะ 1-0 ผ่านเข้ารอบ 16 ทีมสุดท้าย และต่อมาในเกมส์ ไทย พรีเมียร์ ลีก วันที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2555 ระหว่างสโมสร บีบีซียู เอฟซี พบ บีอีซี เทโรศาสน ที่สนาม ราชมังคลากีฬาสถาน ชนาธิป ยิงให้ทีมขึ้นนำ 2-1 ก่อนจะจบลงด้วยผลเสมอ 2-2

     ชนาธิปได้ลงสนามในฤดูนี้รวม 33 นัด (ไทย พรีเมียร์ ลีก 28 นัด,โตโยต้า ลีก คัพ 3 นัด,เอฟเอ คัพ 2 นัด) ยิงในไทยพรีเมียร์ลีกได้ 4 ประตู แล ะบีอีซี เทโรศาสน จบฤดูด้วยชั้น 3 จากผลงาน และลีลาการเล่นในฤดูนี้ทำให้ ชนาธิป สรงกระสินธ์ ได้เล่นให้ทีมชาติไทยชุดเยาวชนอายุไม่เกิน 19 ปี ไปแข่งขันชิงแชมป์แห่งชาติเอเซียรอบสุดท้าย ที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หลังจากเคยเล่นในรอบคัดเลือกเมื่อปีที่แล้ว และติดทีมชาติชุดใหญ่ไปแข่งขัน ซูซูกิ คัพ 2012

ฤดู 2013

     ในเดือนมกราคม พ.ศ. 2556 ชนาธิป ถูกเรียกตัวติดทีมชาติชุดใหญ่ในการแข่งขันบอล คิงส์ คัพ ครั้งที่ 42 และได้ลงเล่นเป็นตัวจริงแต่ทำได้เพียงแค่คว้าชั้น 3 ร่วมกับเกาหลีเหนือ

     ในฤดูนี้สโมสรเปลี่ยนแปลงโค้ชเป็น สเตฟาเน่ เด โมล และ ชนาธิป เริ่มฤดู 2556 ในเกมส์ที่ บีอีซี เทโรศาสน บุกไปชนะ ราชบุรี มิตรผล เอฟซี 1-0 ที่สนามกีฬาจังหวัดราชบุรี ตอนวันที่ 10 มีนาคม โดยเป็นผู้เล่นสำรองและถูกส่งลงมาแทน คลีตัน ซิลวา ในช่วง 10 นาทีสุดท้ายของเกมส์

     การยิงประตูแรกในฤดูนี้ของเขาเกิดขึ้นในเกมส์ ไทย พรีเมียร์ ลีก ที่เสมอกับ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด 1-1 ที่สนาม เฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา ตอนวันที่ 16 พฤษภาคม โดยถูกเปลี่ยนตัวลงมายิงตีเสมอให้กับทีม ซึ่งประตูที่เขายิงได้ในนัดนี้ถือเป็นประตูแรกที่เขายิงได้ต่อหน้าแฟนบอลที่สนามเหย้าของสโมสร

     ต่อมาวันที่ 18 สิงหาคม เขายิงใน ไทย พรีเมียร์ ลีก ได้อีก 1 ประตู โดยยิงให้ บีอีซี เทโรศาสน ตีเสมอ บางกอกกล๊าส 1-1 ก่อนจะจบลงด้วยการบุกมาชนะ 3-2 ที่สนาม ลีโอ สเตเดี้ยม แต่ในช่วงท้ายเกมส์เขากลับถูกใบแดงไล่ออกจากสนามเพราะไปมีปัญหากับ ฟลาเวียง มิเชลินี่ และ ธีรเทพ วิโนทัยนักเตะของ บางกอกกล๊าส โดยถือเป็นการได้ใบแดงนัดแรกของเขาในฐานะนักเตะอาชีพ

     วันที่ 27 ตุลาคม เขายิงได้ 1 ประตูในเกมส์เปิดบ้านเสมอ เมืองทอง ยูไนเต็ด 2-2 ที่สนาม เฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา

     จบฤดูชนาธิปลงสนาม 28 นัด (ไทย พรีเมียร์ ลีก 26 นัด ,เอฟเอ คัพ 1 นัด ,ลีก คัพ 1 นัด) ยิงในไทยพรีเมียร์ลีกได้ 3 ประตู พา บีอีซี เทโรศาสน ต้นสังกัดคว้าชั้น 6 ในลีก และถูก เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง เรียกติดทีมชาติชุดอายุไม่เกิน 23 ปี แข่งขันในกีฬา ซีเกมส์ ที่ประเทศพม่าในเดือนธันวาคม

ฤดู 2014

     ในช่วงต้นฤดู ชนาธิป ต้องพลาดโอกาสในการลงสนาม เหตุเพราะได้รับบาดเจ็บกระดูกลำแข้งหักจากการลงเล่นให้ทีมชาติไทยชุดอายุไม่เกิน 23 ปี ในกีฬา ซีเกมส์ เมื่อปลายปีก่อน และมาได้ลงสนามนัดแรกในฤดูนี้ ช่วงวันที่ 29 มีนาคม ในเกมส์ที่เปิดบ้านเสมอกับสโมสร เมืองทอง ยูไนเต็ด 1-1 โดยเป็นผู้เล่นสำรองที่ถูกเปลี่ยนลงมาเล่นในช่วง 20 นาทีสุดท้าย

     วันที่ 22 มิถุนายน ชนาธิป ยิงประตูแรกในฤดูนี้ และช่วยให้ บีอีซี เทโรศาสนเปิดบ้านเสมอกับ เชียงราย ยูไนเต็ด 1-1 ในเกมส์ ไทย พรีเมียร์ ลีก และนัดต่อมา วันที่ 25 มิถุนายน เขายิงให้ทีมขึ้นนำ 1-0 และจ่ายบอลให้เพื่อให้นทำประตูได้อีก 1 ลูก ในเกมส์ที่เอาชนะสมุทรสงคราม 2-0 ที่สนามกีฬา เฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา

     ชนาธิป สรงกระสินธ์ ก้าวขึ้นมาเป็นผู้เล่นคนสำคัญของ บีอีซี เทโรศาสน และในเกมส์ระหว่าง บีอีซี เทโรศาสน เปิดบ้านพบ อาร์มี่ ยูไนเต็ด ตอนวันที่ 27 กรกฎาคม เขายิงไกลเป็นประตูชัยให้ บีอีซี ชนะ อาร์มี่ ยูไนเต็ด 2-0 โดยประตูดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้นเป็นประตูที่ 10 ที่ ชนาธิป ยิงให้ บีอีซี เทโรศาสน ใน ไทย พรีเมียร์ ลีก นับตั้งแต่ขึ้นมาเล่นในทีมชุดใหญ่ของสโมสร

     เดือนกันยายน ชนาธิป ถูกเกียรติศักดิ์ เสนาเมือง เรียกตัวติดทีมชาติไทยชุดอายุไม่เกิน 23 ปี ในการแข่งขันกีฬา เอเชียนเกมส์ ที่เมืองอินชอน ประเทศเกาหลีใต้ และพาทีมชาติคว้าชั้นสี่มาครอง

     หลังจากกลับมาจากเอเชียนเกมส์ ชนาธิป ลงสนามให้ บีอีซี เทโรศาสน ในเกมส์ โตโยต้า ลีก คัพ รอบชิงชนะเลิศกับ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ดแชมป์เก่า ที่สนาม ศุภชลาศัย ตอนวันที่ 12 ตุลาคม 2557 และช่วยให้ทีมชนะ บุรีรัมย์ ไปได้ 2-0 และได้รับรางวัลผู้เล่นยอดเยี่ยมประจำทัวร์นาเมนต์ โดยเป็นแชมป์รายการแรกของเขากับ บีอีซี เทโรศาสน

     ในเกมส์ ไทย พรีเมียร์ ลีก นัดสุดท้ายของฤดู วันที่ 2 พฤศจิกายน ที่พบกับ เชียงราย ยูไนเต็ด ชนาธิป ยิงได้อีก 1 ประตู แต่จบเกมส์ บีอีซี แพ้ไป 2-1 และจบฤดูด้วยชั้น 3

ทีมชาติไทย

ชุดเยาวชนอายุไม่เกิน 19 ปี

     ชนาธิป ลงเล่นในระดับชาติให้ทีมชาติไทยเป็นนัดแรก ในรายการบอลเยาวชนอายุ 19 ปีชิงแชมป์เอเชีย 2012 ในรอบคัดเลือกที่ไทยเป็นเจ้าภาพภายใต้การคุมทีมของ สมชาย ชวยบุญชุม โดยรอบคัดเลือกไทยถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มอี ร่วมกับทีมเยาวชนอายุ 19 ปีของ เกาหลีใต้, ญี่ปุ่น, ไต้หวัน และ กวม

     ชนาธิป ลงสนามในนัดแรกของการแข่งขันรอบคัดเลือก วันที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2554 ในเกมส์ที่ทีมชาติไทยชนะเกาหลีใต้ 1-0 ที่สนาม เทพหัสดิน โดยถือเป็นการลงเล่นให้ทีมชาติไทยในระดับเยาวชนเป็นนัดแรกของเจ้าตัวด้วย และมายิงได้ 1 ประตู ในเกมส์ถล่มทีมชาติกวม 13-0 ช่วงวันที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554 โดยการแข่งขันในรอบคัดเลือก ชนาธิป สรงกระสินธ์ ทำผลงานกับทีมชาติไทยชุดอายุ 19 ปี ได้ดีเยี่ยมสามารถคว้าแชมป์กลุ่มได้สำเร็จ ด้วยการชนะทีมชาติเกาหลีใต้ 1-0 , ชนะไต้หวัน 1-0, ชนะกวม 13-0 และ เสมอญี่ปุ่น 0-0 ได้เข้าไปเล่นในรอบสุดท้ายในฐานะแชมป์กลุ่ม

     โดยในการแข่งขันบอลเยาวชนอายุ 19 ปีชิงแชมป์เอเชียรอบสุดท้ายที่ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ไทยอยู่ในกลุ่ม บี ร่วมกับเกาหลีใต้,  จีน และอิรัก ซึ่งการแข่งขันทั้ง 3 นัด จะแข่งที่สนามกีฬา ฟูไจราห์ คลับ เมืองฟูไจราห์ โดยไทยลงแข่งขันนัดแรกกับทีมชาติจีน ในวันที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555 ชนาธิป สามารถผ่านบอลให้ วรนาถ ทองเครือ เข้าไปยิงประตูได้ และช่วยให้ทีมชาติไทยเอาชนะจีนไปได้ 2-1 ต่อมาในการแข่งขันกับเยาวชนทีมชาติเกาหลีใต้ วันที่ 5 พฤศจิกายน ไทยกลับแพ้ไป 1-2 และการแข่งขันนัดสุดท้ายของรอบแบ่งกลุ่ม วันที่ 7 พฤศจิกายน ไทย แพ้ อิรักไป 0-3 ตกรอบในที่สุด

ชุดเยาวชนอายุไม่เกิน 23 ปี

     เดือน ธันวาคม พ.ศ. 2556 เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง ได้เรียกชนาธิป สรงกระสินธ์ ที่ขณะนั้นเคยเล่นให้ทีมชาติชุดใหญ่มาแล้วในยุคของวินฟรีด เชเฟอร์ มาเป็นหนึ่งในผู้เล่นทีมชาติไทยชุดอายุไม่เกิน 23 ปี ในแข่งขันซีเกมส์ 2013 ที่กรุงเนปิดอ ประเทศพม่า

     โดยชนาธิป ลงเล่นในซีเกมส์เป็นนัดแรกตอนวันที่ 7 ธันวาคม 2556 ในการแข่งขันนัดแรกของรอบแบ่งกลุ่มที่ทีมชาติไทย เอาชนะ ทีมชาติติมอร์-เลสเต ไป 3-1 โดยถูกเปลี่ยนตัวลงมาแทน ฐิติพันธ์ พ่วงจันทร์ ในช่วง 25 นาทีสุดท้าย ซึ่งในการแข่งขัน ซีเกมส์ 2013 นี้ ชนาธิป รับหน้าที่เป็นผู้เล่นผู้เล่นสำรองที่ชอบถูกส่งลงสนามเพื่อให้สร้างสรรค์เกมส์รุกในช่วงช่วงหลังอยู่บ่อยครั้ง ที่สามารถทำผลงานได้อย่างดี โดยได้เล่นเป็นตัวจริง 1 นัด ในเกมส์ที่เสมอกับทีมชาติกัมพูชา 0-0 และสามารถช่วยให้ทีมชาติไทยผ่านเข้าไปชิงชนะเลิศได้สำเร็จ

     ในนัดชิงชนะเลิศกับทีมชาติอินโดนีเซีย ชนาธิป สรงกระสินธ์ ต้องพลาดโอกาสลงเล่นเนื่องจากว่าได้รับบาดเจ็บรอบๆลำแข้ง แต่ทีมชาติไทยก็เอาชนะไปได้ 1-0 คว้าเหรียญทองไปครองได้สำเร็จ

ทีมชาติชุดใหญ่

     ชนาธิป ได้ลงสนามให้ทีมชาติไทยชุดใหญ่เป็นนัดแรกในการแข่งขันนัดอุ่นเครื่องกับทีมชาติภูฏาน ช่วงวันที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555 ที่สนาม ไทย-ญี่ปุ่น ดินแดง โดยถูกเปลี่ยนตัวลงมาในช่วงหลังและทีมชาติไทยชนะไป 5-0

     จากนั้น วินฟรีด เชเฟอร์ ได้คัดเลือกให้เป็นหนึ่งในผู้เล่นชุด เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ 2012 โดยชนาธิป เป็นผู้เล่นที่มีอายุน้อยที่สุดภายในทีม และได้ลงสนามในรายการนี้เป็นนัดแรกตอนวันที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555 ที่ทีมชาติไทย พบกับทีมชาติเวียดนาม ในรอบแบ่งกลุ่ม โดยถูกเปลี่ยนตัวลงมาเล่นแทน ปิยพล บรรเทา ที่มีอาการบาดเจ็บ (จบเกมส์ไทยชนะ 3-1) จากนั้นเขามีโอกาสลงสนามอีกทีหนึ่งในนัดชิงชนะเลิศนัดที่ 2 พบกับทีมชาติสิงคโปร์ ชนาธิปมีโอกาสเลี้ยงกระชากหนีนักเตะสิงคโปร์และยิงประตูหนึ่งครั้ง แต่ไม่สำเร็จ และได้รองแชมป์ในที่สุด

     ปี พ.ศ. 2556 ได้เล่นในบอลชิงถ้วยพระราชทาน คิงส์ คัพ ครั้งที่ 42 ปี พ.ศ. 2556 ที่จัดขึ้นที่จังหวัดจังหวัดเชียงใหม่ โดยมีทีมที่ร่วมแข่งขันคือเกาหลีเหนือ, สวีเดน และฟินแลนด์

     ในการแข่งขันนัดแรกที่ทีมชาติไทยพบทีมชาติฟินแลนด์ ช่วงวันที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2556 ที่สนาม สมโภช 700 ปี จังหวัดจังหวัดเชียงใหม่ ชนาธิป ลงเล่นเป็นตัวจริง แต่จบด้วยการแพ้ฟินแลนด์ 1-3 ทำให้ต้องชิงที่ 3 กับเกาหลีเหนือ โดยการแข่งขันนัดชิงที่ 3 วันที่ 26 มกราคม ชนาธิป ลงเล่นเป็นตัวจริงอีกที ก่อนจะเสมอกันไป 2-2 คว้าชั้น 3 ร่วมไปครอง

     ในการแข่งขันบอล เอเชียน คัพ 2015 รอบคัดเลือก ไทยอยู่ร่วมสายกับ อิหร่าน คูเวต และเลบานอน นัดแรก 6 กุมภาพันธ์ 2556 ไทยเปิดสนาม ราชมังคลากีฬาสถาน พบกับ ทีมชาติคูเวต ชนาธิป มีชื่อเป็นผู้เล่นสำรองและได้ลงสนามแทน จักรพันธ์ พรใสในนาทีที่ 72 ถัดจากนั้น 3 นาที ชนาธิป สามารถทำประตูตีไข่แตกได้ และจบเกมส์ไทยเปิดบ้านแพ้คูเวตไป 1-3 โดยประตูดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นถือว่าประตูแรกของ ชนาธิป ในการเล่นให้กับทีมชาติชุดใหญ่

     ชนาธิป เป็นตัวหลักในยุคของ ซิโก้ เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง กุนซือที่รับหน้าที่กุนซือขัดตาทัพสำหรับทีมชาติชุดใหญ่แทน วินฟรีด เชเฟอร์ โดย ซิโก้ เปิดฉากคุมทีมชาติชุดใหญ่เมื่อ 15 มิถุนายน 2556 โดยได้นำนักเตะชุดซีเกมส์ 2013 ไปอุ่นเครื่องกับทีมชาติจีน และชนะทีมชาติจีนคาบ้านถึง 1-5 โดย ชนาธิป เป็นหนึ่งในผู้ทำประตูด้วย

     ในการแข่งขัน เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ 2014 ชนาธิป เล่นได้อย่างโดดเด่น และเป็นผู้เล่นที่ถูกจับตามองในการแข่งขันคราวนี้ ในนัดชิงชนะเลิศที่ ไทย พบกับ มาเลเซีย ทางมาเลเซียกล่าวว่า ชนาธิป เป็น 1 ใน 3 ผู้เล่นของไทยที่ต้องระวัง (อีก 2 คน คือ กวินทร์ ธรรมสัจจานันท์ และ ชาริล ชับปุยส์) ในการแข่งขันนัดชิงชนะเลิศนัดที่ 2 ที่ไทยเป็นข้างแพ้ไป 3-2 แต่โดยผลการแข่งขันรวมแล้ว ไทยชนะไป 4-3 ชนาธิป เป็นผู้ยิงประตูที่ 2 ให้กับไทยได้ในนาทีที่ 86 จากลูกยิงนอกจุดโทษ ทำให้ไทยได้แชมป์รายการนี้ไปเป็นสมัยที่ 4 และเป็นแชมป์นัดแรกในรอบ 12 ปี นอกจากแล้ว ชนาธิป ยังได้รางวัลผู้เล่นยอดเยี่ยมในรายการนี้ไปอีกด้วย

ufa1688

ประวัติ แคสเปอร์ ดอลเบิร์ก

ชื่อเต็ม : เอ็มเร่ ชาน
วันเกิด : 12 มกราคม 1994
สถานที่เกิด : แฟรงค์เฟิร์ต, ประเทศเยอรมัน
สัญชาติ : เยอรมัน
ส่วนสูง : 184 เซนติเมตร
ตำแหน่ง : กองกลาง / กองหลัง
สโมสรปัจจุบัน : หงส์แดง

ประวัติส่วนตัว

          เอ็มเร่ ชาน (เกิด 12 มกราคม 1994) นักเตะมืออาชีพชาวเยอรมัน ที่สามารถเล่นในทั้งตำแหน่งกองกลางและกองหลัง ปัจจุบันสังกัดสโมสรหงส์แดงในศึกพรีเมียร์ลีกและทีมชาติเยอรมัน เข้าเริ่มการค้าแข้งกับยอดทีมอย่าง บาเยิร์น มิวนิค ก่อนจะย้ายไปแจ้งเกิดเต็มตัวกับ เลเวอร์คูเซ่น ในปี 2013

ประวัติการค้าแข้งกับสโมสร

          ชาน เกิดในปี 1994 โดยครอบครัวชาวตุรกีที่อาศัยอยู่ในแฟรงค์เฟิร์ต ประเทศเยอรมัน เขาร่วมฝึกฝนกับ SV เบลา-เกลบ์ ตั้งแต่อายุเพียง 6 ขวบ จนกระทั่งในปี 2006 จึงได้ย้ายไปเก็บตัวในอคาเดมี่ของ ไอน์ทรัคต์ แฟรงค์เฟิร์ต ก่อนจะตัดสินใจเซ็นสัญญาเป็นนักเตะอาชีพกับทางด้าน บาเยิร์น มิวนิค ในปี 2009

บาเยิร์น มิวนิค

          ชาน เคยเล่นให้กับ บาเยิร์น มิวนิค ทู ในลีก เรจิโอนาลิก้า บาเยิร์น และได้รับโอกาสลงสนามกับชุดใหญ่เป็นนัดแรกในเกม เดเอฟแอล-ซูเปอร์คัพ 2012 และลงสนามในศึกบุนเดสลีก้านัดแรกพบกับทางด้านของ เนิร์นแบร์ก ช่วงวันที่ 13 เมษายน 2013 ก่อนจะซัดประตูแรกให้กับ "เสือใต้" ในเกมที่เปิดรังเอาชนะ ไฟร์บวร์ก 1-0 ช่วงวันที่ 27 เมษายน 2013

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ emre can bayern munich

เลเวอร์คูเซ่น

          ในวันที่ 2 สิงหาคม 2013 ชาน ย้ายไปร่วมทัพกับ เลเวอร์คูเซ่น ด้วยสัญญาระยะยาวร่วม 4 ปี และลงสนามเปิดตัวเป็นนัดแรกช่วงวันที่ 31 สิงหาคม 2013 ในฐานะผู้เล่นสำรองแทนที่ของ สเตฟาน ไรนาร์ตซ์ ในนาทีที่ 80 แต่ทีมต้องพ่ายให้กับ ชาลเก้ 0-2 หลังจากนั้นช่วงวันที่ 26 ตุลาคม เขาสามารถเปิดฉากสกอร์แรกได้ด้วยการพาทีมช่วยเอาชนะ เอ๊าก์สบวร์ก 2-1

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ emre can leverkusen

          ชาน ลงเล่นจนจบซีซั่นด้วยการยิงประตูไปทั้งสิ้น 4 ลูกและทำได้อีก 4 แอสซิสต์ ซึ่งผลงานอันโดดเด่นนี้ ทำให้ยักษ์ใหญ่แห่งพรีเมียร์ลีกอย่าง หงส์แดง ให้ความสนใจที่จะดึงเขามาร่วมเล่นด้วย

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ emre can leverkusen

หงส์แดง

          ตอนวันที่ 5 มิถุนายน 2014 มีรายงานจากทาง เลเวอร์คูเซ่น เผยว่า ชาน กำลังจะย้ายไปเล่นให้กับ หงส์แดง ด้วยค่าตัว 9.75 ล้านปอนด์ (ประมาณ 437 ล้านบาท) ภายใต้การทำทีมของ เบรนแดน ร็อดเจอร์ส ซึ่งเขาได้ย้ายไปอย่างเป็นทางการในวันที่ 3 กรกฎาคม 2014

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ Emre Can

ฤดู 2014-15

          ในวันที่ 19 ตุลาคม 2014 เขาได้รับโอกาสลงสนามเป็นตัวจริงให้กับ "หงส์แดง" ในเกมที่เอาชนะ ควีนส์ ปาร์ค แรนเจอร์ส 3-2 ซึ่งหลังจากนั้นตอนวันที่ 8 พฤศจิกายน ชาน ได้เปิดซิงยิงไกลสุดสวยผ่านมือของ ธืโบต์ กูร์ตัวร์ ในเกมที่พบกับ เชลซี ก่อนจะพ่ายไปในที่สุด 1-2

ฤดู 2015-16

          ชาน สามารถเปิดฉากสกอร์แรกในฤดู 2015-16 ในศึก ยูโรป้า ลีก ที่พบกับ รูบิน คาซาน ซึ่งถือเป็นสกอร์แรกภายหลังที่ เจอร์เก้น คล็อปป์ เผ่านารับงานกุนซือ

          เขาถูกปรับให้เล่นในตำแหน่งมิดฟิลด์ตัวกลางอีกที หลังโดนโยกไปเล่นเกมรับในตำแหน่งเซ็นเตอร์ฮาล์ฟกับฟูลแบ็คในยุคของ "บีร็อด" ซึ่งทำให้เขารู้สึกยกย่องในตัวของ คล็อปป์ มาก และนั่นเปลี่ยนเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในหน้าที่ใหม่ของแดนกลาง "หงส์แดง"

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ emre can liverpool

ฤดู 2016-17

          ตอนวันที่ 14 สิงหาคม 2016 เขาลงสนามเปิดฉากพรีเมียร์ลีกซีซั่นใหม่ ในเกมที่เอาชนะ อาร์เซน่อล 4-3 คาสนาม เอมิเรตส์ สเตเดี้ยม โดยหลังจากนั้นเขาสามารถยิงสองประตูติดต่อกันสองเกมรวดในช่วงสิ้นเดือนตุลาคมและต้นเดือนพฤศจิกายน (คริสตัล พาเลซ, วัตฟอร์ด)

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ emre can liverpool

          ในวันที่ 1 พฤษภาคม 2017 ชาน สามารถทำประตูสุดสวยด้วยการกระโดดจักรยานอากาศ สานต่อลูกเปิดของคู่หู ลูคัส เลว่า ช่วยให้ทีมเอาชนะ วัตฟอร์ด 1-0 รั้งชั้นสามในตารางอย่างเหนียวแน่น

เกียรติประวัติ

สโมสร

บาเยิร์น มิวนิค

– แชมป์ บุนเดสลีก้า : 2012-13
– แชมป์ เดเอฟเบ-โพคาล : 2012-13
– แชมป์ เดเอฟแอล-ซูเปอร์คัพ : 2012
– แชมป์ ยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ ลีก : 2012-13

ส่วนตัว

– ผู้เล่นดาวรุ่งยอดเยี่ยมของสโมสร หงส์แดง : 2015-16
– ทีมยอดเยี่ยมประจำฤดูของ ยูฟ่า ยูโรป้า ลีก : 2015-16

ufa1688

 

ประวัติ สุภโชค สารชาติ

สุภโชค สารชาติ ชื่อเล่น เช็ค เกิดเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ.2541 เขาเกิดที่ อำเภอขุขันธ์ จังหวัดศรีสะเกษ ประเทศไทย เขาเริ่มเล่นฟุตบอลเมื่ออายุประมาณ 9 ขวบ กับเพื่อนๆ ระแวกบ้าน แต่ด้วยฝีเท้าที่ไม่ธรรมดาของตัวเขาทำให้ดูโดดเด่นกว่าเด็กรุ่นเดียวกัน จนกระทั่งเขาได้มีโอกาสติดเป็นนักฟุตบอลประจำทีมโรงเรียนขุขันธ์ ในระดับมัธยม โดยเขาสามารถพาโรงเรียนของเขาคว้าชัยชนะและแชมป์อย่างมากมาย ด้วยอายุที่น้อยกว่าเพื่อนร่วมทีม 3 ปี   ufa1688 

ด้วยความเก่งกาจเกินอายุของ สุภโชค ทำให้อาจารย์ผู้ฝึกสอนได้นำพาตัวเขาวัย 13 ปี และรุ่นพี่อีก 4-5 คน เดินทางไปคัดตัวเข้ากับอคาเดมี่ ของสโมสรบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด โดยเขาต้องแบกอายุที่น้อยกว่าเด็กคนอื่นๆ ถึง 3 ปี แต่ด้วยพรสวรรค์ของตัวเขาทำให้เขาติดเป็น 1 ใน 10 คน ที่ผ่านการคัดเลือกจากเยาวชนทั้งหมด 1,000 คน

supachok-academy
สุภโชคได้เข้ามาอยู่ในศูนย์ฝึกอคาเดมี่สโมสรบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด โดยแบกอายุมากกว่าเด็กคนอื่น 3 ปี

บ้านหลังใหม่
หลังจากที่ สุภโชค สารชาติ สามารถคัดตัวผ่านจะได้เป็นเยาวชน 1 ใน 10 คนที่สามารถเข้ามาเป็นดาวเตะของสโมสรบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ได้สำเร็จ เขาต้องเดินทางจากบ้านที่จังหวัดศรีสะเกษ เพื่อเดินทางมาอยู่ที่จะหวัดบุรีรัมย์ เพื่อทำตามความฝันและฝึกซ้อมฟุตบอลที่อดาเดมี่ของสโมสร

เขาสามารถทำโชว์ฟอร์มสุดยอดและเฉิดฉายออกมาได้อย่างสุดยอด จนสามารถนำทีมอคาเดมี่รุ่นอายุไม่เกิน 14 ปี คว้าแชมป์ฟุตบอลนักเรียนจากกรมพลศึกษาหาความรู้ ถ้วย ข. ได้

ต่อมาไม่นานเจ้าเช็คได้ขยับขึ้นมาเล่นให้กับอคาเดมี่รุ่นอายุไม่เกิน 16 ปี และสามารถคว้ารองแชมป์ฟุตบอลนักเรียนจากกรมพลศึกษาหาความรู้ ถ้วย ก.  และอันดับที่ 3 ในการแข่งขันฟุตบอลไพรมินิสเตอร์ ในรอบชิงแชมป์ระดับประเทศ นอกจากนี้ตัวเขายังอยู่ในชุดรองแชมป์โค้กคัพฯ ในรุ่นอายุไม่เกิน 19 ปี เมื่อในปี 2015-2016 ซึ่งอยู่ในรุ่นเดียวกับ สิทธิโชค กันหนู, เชาว์วัตน์ วีระชาติ, และอานนท์ อมรเลิศศักดิ์ ในขณะที่ตัวเขาเพิ่งจะมีอายุได้เพียง 16 ปี เท่านั้น ก็สามารถเทิร์นโปรขึ้นไปสู่ฟุตบอลอาชีพได้

supachok-surincity

ยกระดับฝีเท้ากับ สุรินทร์ ซิตี้
ในฤดูกาล 2558 ด้วยฟอร์มการเล่นที่สุดมหัศจรรย์จนได้รับฉายาว่าเด็กระเบิดแห่งเมืองบุรีรัมย์ ทำให้ สุภโชค ได้รับความสนใจจากสโมสรมากมาย ทำให้ นายเนวิน ชิดชอบ ประธานสโมสร ได้ทำการส่งตัวส่งตัวดาวรุ่งรายนี้ไปฝึกฝนฝีเท้ากับทางสโมสร สุรินทร์ ซิตี้ ซึ่งถือได้ว่า เจ้าเช็ค ก็ทำผลงานออกมาได้อย่างดีเยี่ยม และเป็นที่รักของกองเชียร์ชาวสุรินทร์เป็นอย่างมาก ก่อนจะกลับมาสู่สโมสรบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ได้อีกครั้ง

ก้าวขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ของสโมสร
หลังจากกลับมาจากการไปฝึกฝนฝีเท้ากับสโมสรสุรินทร์ ซิตี้ ในเมื่อฤดูกาลก่อน ทำให้ชื่อของ เช็ค สุภโชค สารชาติ ได้เป็นที่รู้จักเป็นอย่างมากในวงการฟุตบอล เขาจึงได้รับโอกาสโอกาสได้เข้ามาร่วมฝึกซ้อมกับทีมชุดใหญ่เพื่อเพิ่มประสบการณ์ จนกระทั่งเมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2559 เขาได้มีโอกาสในการลงสนามให้กับสโมสรบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด เป็นครั้งแรก ในเกมที่ทีมบุกไปเสมอกับทางสโมสรโอสถสภา 2-2 โดยเขาได้มีชื่อเป็นผู้ทำประตูอีกด้วย

supachok-burirum
เขาสามารถก้าวขึ้นมาเล่นฟุตบอลวในทีมชุดใหญ่ของสโมสรบุรีรัมย์ ยูไนเต็ดได้อย่างรวดเร็ว

ต่อมาในวันที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2559 ในเกมรายการโตโยต้า คัพ รอบ 8 ทีมสุดท้าย สุภโชคสามารถทำประตูตามตีเสมอในช่วงต่อเวลาพิเศษ ในเกมที่พบกับ แบงค็อก ยูไนเต็ด โดยเสมอไปด้วยสกอร์ 3-3 ทำให้ต้องตัดสินด้วยการดวลจุดโทษ สุดท้ายแล้วเป็นทางด้านของสโมสรบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ที่สามารถเอาชนะไปด้วยสกอร์ 5-4 ผ่านเข้าสู่รอบรองชนะเลิศไปได้สำเร็จ หลังต่อไป สุภโชค เริ่มที่จะได้รับโอกาสจากประธานสโมสรบ่อยครั้งมากขึ้น และเริ่มเป็นที่รู้จักของสาวกชาวบุรีรัมย์อย่างมากมาย

มีน้องชายเป็นคู่หู
ในทุกวันนี้นี้ สุภโชค สารชาติ สามารถขึ้นมาเป็นตัวหลังในแดนกลางของทางสโมสรได้ และยังได้รับการไว้วางใจจากประธานสโมสรด้วยการให้เป็นตัวจริงอย่างไม่หยุด ทั้งที่ตัวเขานั้นยังเป็นเพียงดาวรุ่งที่เพิ่งแจ้งเกิดได้ไม่นานมากนัก นอกจากนี้ในฤดูกาล 2562 เขายังได้ลงเล่นฟุตบอลเคียงข้างกับน้องชายสุดที่รักอย่าง ศุภณัฏฐ์ เหมือนตา ที่ได้รับโอกาสในการลงสนามตามผู้เป็นพี่มาแบบติดๆ และยังสามารถทำผลงานออกมาคู่กันได้เป็นอย่างดี เป็นเหตุให้พี่น้องคู่นี้เป็นนักฟุตบอลขวัญใจสาวกเป็นอย่างมาก เพราะเมื่อทั้งคู่ได้มีโอกาสได้เล่นร่วมกันตอนไหน ผลงานของทีมจะออกมาได้อย่างดี และได้รับการยอมรับจากสื่อหลายสำนักว่าคู่พี่-น้องทั้ง 2 คนนี้จากสามารถเข้ามาเป็นตัวหลักของทางทีมชาติไทยได้ในอนาคตอย่างแน่นอน

supachok-supanut
สุภโชค มีน้องชายที่ชื่อว่า ศุภณัฎฐ์ เพียงแต่ใช้คนละนามสกุลเท่านั้น

ทีมชาติไทย
จากการทำผลงานกับทางสโมสรบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ได้อย่างสุดยอด ทำให้ อากิระ นิชิโนะ กุนซือทีมชาติไทยในเวลานี้ได้ตัดสินใจเรียกเจ้าเช็ค เข้ามาติดทีมชาติไทยเป็นครั้งแรกในการแข่งขันฟุตบอลคิงส์คัพ โดยตัวเขาทำผลงานได้ดีเข้าตาทางสต๊าฟโค้ชเป็นอย่างมาก แต่ก็น่าเสียดายเพราะในนัดชิงชนะเลิศ ทีมชาติไทยต้องพ่ายแพ้ให้กับทางเวียดนามไปด้วยสกอร์ 0-1

supachok-thailand
เขาสามารถก้าวขึ้นมาติดที่ชาติชุดใหญ่ได้ด้วยอายุเพียงแค่ 21 ปี

และเมื่อไม่นานมานี้เอง สุภโชค สารชาติ ก็ได้มีโอกาสได้เข้ามาติดทีมชาติอีกครั้งในการแข่งขันฟุตบอลโลกรอบคัดเลือก และด้วยฟอร์มการเล่นของเด็กหนุ่มรายนี้ที่กำลังร้อนแรงเป็นอย่างมาก ทำให้เขาได้ถูกส่งลงเล่นในเกมที่ทีมชาติไทยเปิดบ้านพบกับทีมชาติเวียดนาม ซึ่งในเกมนัดดังกล่าวตัวเขาทำผลงานออกมาได้อย่างน่าเหลือเชื่อและเล่นงานกองหลังฝ่ายตรงข้ามได้แบบรู้ทางไม่ถูก แต่ก็ยังน่าเสียดาวเพราะในช่วงท้ายเกมในนาทีสุดท้าย สุภโชค สามารถพาบอลหลุดเดี่ยวขึ้นไปที่หน้าประตูได้สำเร็จ แต่กลับยิงบอลพลาดออกไปอย่างน่าเสียดาย ทำให้หมดเวลาไปด้วยการเสมอ 0-0 แต่ยังไงก็ตาม สุภโชค สารชาติ ก็เป็นผู้เล่นที่มีความทุ่มเทและโดดเด่นที่สุดในสนามและได้รับรางวัล Man of the Match ไปอีกด้วย

เกียรประวัติส่วนตัว
สโมสร บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด

ไทยลีก : 2558-2559, 2560-2561, 2561-2562
ไทยเอฟเอคัพ : 2558
ไทยลีกคัพ : 2558, 2559
ไทยแลนด์แชมเปี้ยนส์คัพ : 2562
แม่โขงคลับแชมเปี้ยนชิพ : 2558, 2560
โตโยต้า พรีเมียร์คัพ : 2559

10 เรื่องที่คุณอาจจะยังไม่รู้เกี่ยวกับ สุภโชค สารชาติ
แจ้งเกิดเต็มตัวไปเป็นที่เสร็จแล้วสำหรับ สุภโชค สารชาติ ดาวเตะวัย 21 ปีจากบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ซึ่งระเบิดฟอร์มกระฉูดให้กับทีมชาติไทย ในศึกฟุตบอลโลก 2022 รอบคัดเลือก โซนเอเชีย ตลอดทั้ง 2 นัดที่ผ่านมา โอกาสนี้ True ID Sport จึงชวนกองเชียร์มาทำความรู้จัก “เจ้าเช็ค” กันให้มากยิ่งขึ้น

(Photo credit should read ADEK BERRY/AFP/Getty Images)
1. บ้านเกิดของสุภโชคอยู่ที่ จ.ศรีสะเกษ โดยตัวเขาเริ่มเล่นฟุตบอลตอนอายุ 9 ขวบ พร้อมกับมีน้องชายแท้ๆคือ “เจ้าแบงค์” ศุภณัฏฐ์ เหมือนตา ซึ่งทุกวันนี้ค้าแข้งอยู่กับบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด เหมือนกัน แต่สาเหตุที่พี่น้องคู่นี้นามสกุลแตกต่าง เนื่องจากว่าสุภโชคใช้นามสกุลแม่ ส่วนศุภณัฏฐ์ใช้นามสกุลพ่อ

2. สุภโชคหิ้วสตั๊ดไปคัดตัวเข้าอะคาเดมีของสโมสรบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด โดยขณะนั้น เจ้าเช็คอายุ 13 ปี แต่กระโดดไปคัดตัวรุ่น 16 ปี และปรากฏว่าคัดตัวติดเสียด้วย แสดงให้เห็นถึงฝีเท้าที่ยอดเยี่ยมเกินวัยมาตั้งแต่เด็ก ซึ่งนอกจากจะมีสถานะเป็นนักฟุตบอลดาวรุ่งในอะคาเดมีของบุรีรัมย์แล้ว สุภโชคยังเคยทำหน้าที่เป็น “เด็กเก็บบอล” ในยามที่มีแมทช์แข่งเกมเหย้าของทีมปราสาทสายฟ้าอีกต่างหาก

3. ในช่วงเยาวชน สุภโชคถูกส่งไปเสริมกระดูกและเก็บประสบการณ์กับ สุรินทร์ ซิตี้ ด้วยสัญญายืมตัว ก่อนจะถูกดึงตัวกลับมาลงสนามให้กับชุดใหญ่ของบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด เป็นนัดที่หนึ่งด้วยวัยแค่ 17 ปี 2 เดือนเท่านั้น

4. สุภโชคเป็นเจ้าของ Stats ผู้เล่นอายุน้อยสุดในประวัติศาสตร์ที่สามารถซัดคนเดียว 3 ประตูได้ในศึกไทยลีก โดยเจ้าเช็คตะบันคนเดียว 3 ประตูในเกมที่บุรีรัมย์บุกถล่ม ไทย ฮอนด้า เอฟซี 5-1 เมื่อปี 2017 ซึ่งขณะนั้นเขาอายุเพียง 18 ปี 9 เดือน 17 วัน

5. แม้อายุเพิ่งจะ 21 ปี แต่สุภโชคได้สัมผัสถ้วยแชมป์มาแล้วมากมาย ไม่ว่าจะเป็นแชมป์ไทยลีก 3 สมัย, ลีกคัพ 2 สมัย, เอฟเอคัพ 1 สมัย และถ้วยเล็กถ้วยน้อยอีกเพียบ ขณะที่เกียรติยศส่วนตัว สุภโชคเป็นเจ้าของรางวัลนักเตะดาวรุ่งยอดเยี่ยม ในงาน FA Thailand Awards ปี 2017

6. สุภโชคเริ่มติดทีมชาติไทยในชุดยู-19 ต่อไปมีชื่อรับใช้ชาติชุดยู-23 แต่ก็ใช่ว่าชีวิตจะมีเฉพาะเรื่องสมหวัง เพราะครั้งหนึ่ง สุภโชคเคยโดนตัดตัวออกจากทีมชุดทำศึกฟุตบอลซีเกมส์ 2017 ที่ประเทศมาเลเซีย

7. หลังจากอกหักพลาดลุยซีเกมส์ สุภโชคกลับได้รับโอกาสก้าวขึ้นมาติดทีมชาติไทยชุดใหญ่ในยุคของกุนซือ มิโลวาน ราเยวัช และได้ลงสนามให้กับทัพ “ช้างศึก” เป็นนัดที่หนึ่งในศึกฟุตบอลโลก 2018 รอบคัดเลือก เกมที่ทีมชาติไทยพ่ายต่ออิรัก 1-2 เมื่อเดือนส.ค. 2017 จนถึงทุกวันนี้ เจ้าเช็คมีสถิตลงเล่นให้ทีมชาติไทยไปแล้ว 5 นัด ยิงได้ 2 ประตู

8. สุภโชคมี “เจ้าโน้ต” จักรพันธ์ แก้วพรม รุ่นพี่ในสโมสรบุรีรัมย์ เป็นไอดอลฟุตบอลของตัวเอง ส่วนฟุตบอลต่างประเทศ “ปืนใหญ่” อาร์เซนอล คือสโมสรโปรดของเจ้าเช็ค

9. สุภโชคมีชื่อลงทะเบียนเป็นนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และได้ลงเล่นฟุตบอลประเพณี จุฬา-ธรรมศาสตร์ ครั้งล่าสุด เมื่อเดือนก.พ.ที่ผ่านมา และมีส่วนช่วยพาทัพลูกพระเกี้ยวเฉือนคว้าชัยเหนือทีมลูกแม่โดมได้สำเร็จ 2-1

10. Transfermarkt เว็บไซต์ชื่อดังเกี่ยวกับข้อมูลและมูลค่าของนักเตะทั่วโลก ได้ประเมินค่าตัวของสุภโชคไว้ที่ 250,000 ยูโร หรือประมาณ 8.5 ล้านบาท ยังไงก็ตาม หากมีการเจรจาซื้อขายตัวกันจริงๆ เชื่อว่ามูลค่าของเจ้าเช็ค ซึ่งอายุยังน้อยและมีเวลาพัฒนาฝีเท้าไปได้อีกไกล น่าจะสูงเกินราคาประเมินมากกว่าเท่าตัวอย่างแน่นอน

ประวัติ Thomas Muller ( โธมัส มุลเลอร์ )

ประวัติ Thomas Muller ( โธมัส มุลเลอร์ ) เกิดวันที่ 13 กันยายน ufa1688  ค.ศ. 1989 อายุ 28 ปี นักเตะชาวเยอรมัน ส่วนสูง 1.86 เมตร หรือ 6 ฟุต 1.2 นิ้ว ตำแหน่ง กองกลางตัวรุก , กองหน้า ปัจจุบันเล่นกับทีม บาเยิร์นมิวนิก สโมสรชั้นนำในศึกบุนเดสลีกาเยอรมัน ใส่เสื้อหมายเลข 25   โธมัส มุลเลอร์ เริ่มเล่นบอลนัดแรกในระดับสโมสรเยาวชนเมื่อปี 1993-2000 สโมสร TSV Pähl ซึ่งเป็นสโมสรเยาวชนในเยอรมัน โดยที่เขาได้ร่วมเล่นเป็นระยะเวลา 7 ปี จากนั้นได้ย้ายเผ่านาร่วมเล่นกับสโมสรเยาวชน บาเยิร์นมิวนิก ทีมชื่อดังในเยอรมัน ในปี 2000-2007 อยู่ร่วมเล่นตรงเวลานานถึง 7 ปี ก่อนที่จะก้าวขึ้นมาร่วมค้าแข้งกับสโมสรอาชีพกับ บาเยิร์นมิวนิก ในปี 2007-2009 โดยลงเล่นมากกว่า 323 ครั้ง โดยสามารถทำประตูได้มากกว่า 122 ประตู เป็นนักเตะที่มีความชำนาญในการทำเกมรุกและยิงประตูให้กับ บาเยิร์นมิวนิก ได้เกือบทุกครั้งที่เขาได้ลงสนาม จึงเป็นยอดนักเตะของทีมเสือใต้ที่ได้รับโอกาสให้ลงสนามแข่งมาโดยตลอดและเป็นอีกหนึ่งกำลังสำคัญของทีม Thomas Muller ร่วมเล่นบอลทีมชาติเยอรมันนัดแรกในปี 2004-2005 ในรุ่นเยาวชนอายุไม่เกิน 16 ปี , ปี 2007 รุ่นเยาวชนอายุไม่เกิน 19 ปี , ปี 2008 รุ่นเยาวชนอายุไม่เกิน 20 ปี , ปี 2009-2010 รุ่นเยาวชนอายุไม่เกิน 21 ปี ต่อมาได้รับโอกาสให้ก้าวขึ้นมาเล่นบอลทีมชาติเยอรมันชุดใหญ่ในปี 2010 โดยลงเล่นมากกว่า 95 ครั้ง สามารถทำประตูได้มากกว่า 38 ประตู  เป็นนักเตะสำคัญของทีมชาติเยอรมันที่ถูกเรียกตัวติดทีมชาติบ่อยครั้ง พร้อมกับเริ่มการเป็นนักเตะเยาวชนเมื่ออายุได้ 10 ขวบ ให้กับทีมฟาล ก่อนจะไปเตะตาแมวมองของบาเยิร์น มิวนิค ยอดทีมจากบุนเดสลีก้า ทำให้มุลเลอร์ ย้ายไปร่วมทัพ “เสือใต้” เมื่อปี 2000 (11 ขวบ)

ทั้งนี้ดาวเตะร่างบาง สามารถเล่นได้ทั้งตำแหน่งกองหน้าตัวต่ำ, มิดฟิลด์ตัวรุกหรือแม้กระทั่งปีก โดยแม้จะมีอายุเพียง 20 ปี แต่เจ้าหนูรายนี้ก็ได้รับการยกย่องในวงกว้าง ทั้งในเรื่องของความเร็ว, เทคนิค, การครองบอล, ความเฉียบขาดในการพังประตู และการจ่ายบอลอัญชาญฉลาดภายหลังที่ เว็บพนันออนไลน์

      ในระดับเยาวชน มุลเลอร์ พัฒนาตัวเองขึ้นมาเรื่อยๆ พร้อมกับสามารถพาทีมคว้ารองแชมป์บุนเดสลีก้า ชุดอายุไม่เกิน 19 ปี เมื่อปี 2007 จากนั้น ในเดือนมีนาคม 2008 “ไอ้หนูมหัศจรรย์” ก็ได้เลื่อนขึ้นมาเล่นในทีมสำรองของทีม “เสือใต้” อย่างรวดเร็ว โดยเกมแรกเป็นการพบกับ อุนเตอร์ฮัคกิ้ง ซึ่งเจ้าตัวสามารถทำประตูได้ด้วย        

ฤดูต่อมา บาเยิร์น ลงเล่นในลีก้า 3 ซึ่งพึ่งจะก่อตั้งใหม่ และ มุลเลอร์ ก็แปลงเป็นผู้เล่นคนสำคัญด้วยการลงเล่น 32 จาก 38 เกม และทำไป 15 ประตูก่อนจะจบซีซั่นด้วยการเป็นดาวซัลโวชั้นที่ 5 ด้วยฟอร์มการเล่นที่น่าประทับใจทำให้ มุลเลอร์ ถูกเรียกตัวไปเล่นในทีมชุดใหญ่เป็นนัดแรกในช่วงปรีซีซั่น 2008-09 ก่อนจะได้เปิดฉากสนามในศึกบุนเดสลีก้ากับ ฮัมบูร์ก ช่วงวันที่ 15 ส.ค. 2008       

โดยฤดูนั้น “ไอ้นกกระยาง” ลงเล่นในเกมลีกเพิ่มอีก 3 นัด และได้ลงเล่นแชมเปี้ยนส์ ลีก เป็นนัดแรกช่วงวันที่ 10 เดือนมีนาคม 2009 ภายหลังที่ถูกเปลี่ยนตัวลงไปในนาทีที่ 72 แทน บาสเตียน ชไวน์สไตน์เกอร์ ในเกมที่ถล่ม สปอร์ติง ลิสบอน 7-1 และเขายังทำประตูสุดท้ายให้บาเยิร์น ถล่มคู่แข่งจากโปรตุเกสรวม 2 นัด 12-1
      เดือนก.พ. 2009 มุลเลอร์ ก็ได้เซ็นสัญญาฉบับแรกกับทีมชุดใหญ่ โดยมีผลตั้งแต่ฤดู 2009-10 เช่นเดียวกับเพื่อให้นร่วมทีมสำรองที่เติบโตมาด้วยกันอย่าง โฮลเกอร์ บาดสตูเบอร์ และนับตั้งแต่ หลุยส์ ฟาน กัล เผ่านาคุมทัพ “เสือใต้” ทั้ง มุลเลอร์ และ บาดสตูเบอร์ ก็ได้ลงเล่นตัวจริงอย่างต่อเนื่อง และมุลเลอร์ ได้รับคำชื่นชมอย่างมากจาก แกร์ด มุลเลอร์ อดีตตำนานกองหน้าทีมชาติเยอรมนี      

เดือนกุมภาพันธ์ 2010 มุลเลอร์ ตัดสินใจต่อสัญญาค้าแข้งในถิ่นในถิ่นอลิอันซ์ อารีน่า ไปจนถึงปี 2013 โดยช่วงครึ่งฤดูหลัง ดาวเตะจอมถล่มประตูชอบเล่นในตำแหน่งหน้าต่ำ โดยประสานงานร่วมกับฟรองค์ ริเบรี่ และ อาร์เยน ร็อบเบน โดยในเกมนัดก่อนรองสุดท้ายของซีซั่น มุลเลอร์

ทำแฮตทริกแรกให้กับ “เสือใต้” ในเกมที่ชนะ โบคุ่ม 3-1 และช่วยให้ยักษ์ใหญ่แห่งบาวาเรียคว้าแชมป์บุนเดสลีก้ามารองได้สำเร็จ โดยเจ้าหนูวัย 20 ปีลงเล่นในเกมลีกครบทั้ง 34 นัด โดยเป็นตัวจริงถึง 29 ครั้ง และทำไป 13 ประตูบวกกับช่วยผ่านบอลให้เพื่อให้นร่วมทีมทำประตูอีก 11 ครั้ง

      มุลเลอร์ ก็ทำอีก 1 ประตูและแอสซิสต์อีก 2 ครั้งให้ บาเยิร์น ถล่มแวร์เดอร์ เบรเมน 4-0 ในรอบชิงชนะเลิศเดเอฟเบ โพคาล ซึ่งทำให้ทีมของ ฟาน กัล คว้าดับเบิลแชมป์ได้สำเร็จ และนั่นทำให้เขาเป็นผู้เล่นที่ทำประตูสูงสุดให้กับทีมในฤดู 2009-10       อย่างไรก็ตาม มุลเลอร์ พลาดโอกาสที่จะคว้าทริปเปิลแชมป์กับตั้นสังกัดอย่างน่าเสียดาย เมื่อพวกเขาพ่ายให้กับ อินเตอร์ มิลาน ยุค มูรินโญ่

ในรอบชิงชนะเลิศแชมเปี้ยนส์ ลีก
ที่กรุงมาดริด ซึ่งเกมดังที่กล่าวถึงมาแล้ว “เสือใต้” พ่ายแท็คติกของจ่ามู ไปอย่างราบคาบ 0-2 อย่างไรก็ตาม ปรากฎว่าทั้งซีซั่นดาวโรจน์รายนี้ ลงเล่นไป 52 เกมและทำได้ 19 ประตูในทุกถ้วย และได้รับรางวัลนักเตะดาวรุ่งยอดเยี่ยมประจำฤดูของ “คิกเกอร์” แม็กกาซีนลูกหนังเล่มดังของเมืองเบียร์ จากการโหวตของเพื่อให้นร่วมอาชีพ

      จากนั้น เขาก็ถูก โยอาคิม เลิฟ บุนเดสเทรนเนอร์ เรียกให้มาติดทีมชาติเยอรมัน ชุดใหญ่ ก่อนจะได้ลงเล่นเป็นนัดแรกในเกมกระชับมิตรที่แพ้ อาร์เจนติน่า 0-1 ในเดือนเดือนมีนาคม 2010 จากนั้น ซึ่งเป็นเกมที่เล่นกันในอลิอันซ์ อารีน่า สนามของบาเยิร์น นั่นเองผลงานที่โดดเด่นในลีกกับ “เสือใต้” ทำให้ มุลเลอร์ มีชื่อติดทีม “อินทรีเหล็ก” ชุดลุยศึกบอลโลก ที่แอฟริกาใต้ และได้ใส่เสื้อหมายเลข 13 แทนที่ มิชาเอล บัลลัค กัปตันทีม ที่โชคร้ายชวดลงเล่นในทัวร์นาเมนต์นี้เพราะว่าได้รับบาดเจ็บอย่างหนักที่ข้อเท้า    

 แม้ว่าจะลงเล่นบอลโลกเป็นนัดแรก แต่ มุลเลอร์ ก็แจ้งเกิดอย่างเต็มตัว เริ่มจากทำประตูแรกในทีมชาติชุดใหญ่ในเกมแรกของรอบแบ่งกลุ่ม ซึ่ง “อินทรีเหล็ก” ถล่ม ออสเตรเลีย 4-0 จากนั้น มุลเลอร์ ก็ทำ 2 ประตูในนัดที่ชนะอังกฤษอย่างขาดลอย 4-1 ตามด้วยการทำอีกประตูในนัดที่ต้อน “ฟ้า-ขาว” อาร์เจนติน่า ในรอบก่อนรองชนะเลิศ ก่อนที่จะโชคร้ายหมดสิทธิ์ลงเล่นในรอบตัดเชือก เพราะติดโทษแบนจากการสะสมใบเหลืองครบโควต้า และทีมของ เลิฟ ก็ต้องพ่ายให้กับ สเปน หวุดหวิด 0-1    

 มุลเลอร์ กลับมาลงเล่นได้อีกรอบในนัดชิงที่ 3 ซึ่งเขาก็ทำประตูที่ 5 ได้สำเร็จ ในเกมที่เยอรมนี เฉือนชนะ อุรุกวัย 3-2 และนั่นทำให้ดาวรุ่งดวงใหม่แห่งแวดวงบอลเยอรมันเป็นดาวซัลโวเท่ากับดาวิด บีย่า, เวสลี่ย์ สไนจ์เดอร์ และ ดีเอโก้ ฟอร์ลัน แต่ มุลเลอร์ คว้ารางวัลรองเท้าทองมาครองเพราะทำแอสซิสต์มากที่สุดในบรรดาผู้เล่นทั้ง 4 คน ไม่เพียงเพียงแค่นั้นเขายังคว้ารางวัลดาวรุ่งยอดเยี่ยมในศึกบอลโลกไปอีกหนึ่งตำแหน่ง 

      ปัจจุบัน มุลเลอร์ กำลังทำผลงานได้อย่างดียิ่งกับ บาเยิร์น ในซีซั่นนี้ ด้วยการซัดไปแล้ว 12 ประตู จากการลงสนามไป 25 เกม  พร้อมกับพาต้นสังกัดผงาดคว้าแชมป์บุนเดสลีก้า ไปอย่างง่ายดาย ทั้งยังพา “เสือใต้” ถ่ลม บาร์เซโลน่า ยอดทีมแห่งสเปน ไป 4-0 พร้อมกับยิงคนเดียวสองตุง ในศึกแชมเปี้ยนส์ ลีก รอบรองชนะเลิศ เลกแรก เมื่อคืนวันอังคาร ที่ 24 เมษายน 56 ส่งผลให้โอกาสผ่านเข้าชิงเป็นปีที่สองติดต่อกันมีสูงมาก

ตีแยรี อ็องรี กับ บาร์เซโลนา (2007–2010)

ufa1688  เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน ค.ศ. 2007 เหตุการณ์ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น อ็องรีย้ายไปอยู่กับสโมสรฟุตบอลบาร์เซโลนาด้วยค่าตัว 24 ล้านยูโร โดยเซ็นสัญญา 4 ปี ได้รับค่าเหนื่อย 6.8 ล้านยูโร (4.6 ล้านปอนด์) ต่อฤดูกาล ในสัญญาระบุค่าฉีกสัญญาเก่า 125 ล้านยูโร (84.9 ล้านปอนด์) อ็องรีอ้างเหตุผล หลังจากที่ดีนได้ออกจากอาร์เซนอลและความไม่แน่นอนของอนาคตแวงแกร์ที่จะคุมทีม แต่พูดต่อว่า "ผมพูดอยู่เสมอว่าถ้าผมจะออกจากอาร์เซนอล จะเล่นให้กับบาร์เซโลนา" ถึงแม้ว่ากัปตันคนนี้จะออกจากทีมไป แต่อาร์เซนอลก็ยังคงสร้างความประทับใจได้ในฤดูกาล 2007–08 อ็องรีก็ยอมรับว่า การอยู่ร่วมทีมของเขาอาจเป็นสิ่งกีดขวางการช่วยเหลือทีม เขากล่าวว่า "เพราะความอาวุโสของผม กับความเป็นจริงที่ผมเป็นกัปตันทีมและงานที่ต้องไล่ลูกบอล พวกเขาก็มักจะให้ตำแหน่งนี้ที่ไม่ใช่ตำแหน่งที่ดีที่สุดของผม จะเป็นการดีสำหรับทีมถ้าผมออกไป" อ็องรีออกจากอาร์เซนอลในฐานะผู้ยิงประตูสูงสุดตลอดกาลของสโมสร กับจำนวนประตู 174 ประตู และเป็นผู้ยิงประตูสูงสุดตลอดกาลในการแข่งขันฟุตบอลยุโรป โดยยิงได้ 42 ประตู ในเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 2008 แฟนอาร์เซนอลลงคะแนนให้เขาเป็นผู้เล่นที่ดีที่สุดที่มีมาของอาร์เซนอล ในแบบสำรวจผู้เล่นที่ดีที่สุดของชาวกันเนอส์ ในเว็บไซต์ อาร์เซนอล.คอม

อ็องรีเลี้ยงผ่านลูกบอลในกรอบเขตโทษของแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด ในนัดตัดสินยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก 2009
กับบาร์เซโลนา อ็องรีสวมเสื้อหมายเลข 14 หมายเลขเดียวกับครั้งเมื่ออยู่กับอาร์เซนอล เขายิงประตูแรกให้กับสโมสรใหม่เมื่อวันที่ 19 กันยายน ค.ศ. 2007 นัดชนะลียง 3–0 ในแชมเปียนส์ลีกรอบแบ่งกลุ่ม หลังจากนั้น 10 วัน เขายิงแฮตทริกแรกให้กับบาร์ซาในลีก นัดแข่งกับเลบันเต แต่อ็องรีก็เปลี่ยนมาเล่นปีกตลอดทั้งฤดูกาล เขาไม่สามารถยิงประตูได้เหมือนที่ประสบความสำเร็จกับอาร์เซนอล เขาแสดงความผิดหวังในการย้ายมาบาร์เซโลนาในปีแรก ๆ ท่ามกลางข่าวที่แพร่สะพัดว่าเขาจะกลับมาเล่นพรีเมียร์ลีก แต่ท้ายสุดเมื่อจบฤดูกาลแรกของเขา เขาก็เป็นผู้ยิงประตูสูงสุด จำนวน 19 ประตูและช่วยส่งลูกยิงประตู 9 ประตูในลีก

อ็องรียิงประตูมากขึ้นในฤดูกาล 2008–09 ได้ถ้วยแรกกับบาร์เซโลนาเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม ค.ศ. 2009 เมื่อบาร์เซโลนาชนะอัตเลติกเดบิลบาโอในนัดตัดสินของโกปาเดลเรย์ บาร์เซโลนายังเป็นผู้ชนะในลีกและแชมเปียนส์ลีกหลังจากนั้น ได้ 3 ถ้วยในฤดูกาลเดียว เมื่อรวมกับผลงานยิงประตูของเขากับเลียวเนล เมสซีและซามูแอล เอโตแล้ว มีประตูรวมถึง 100 ประตูในฤดูกาลนั้น ทั้ง 3 คนสามารถทำสถิติยิงประตูในลีก 72 ประตู แซงหน้าสถิติเดิมของเรอัลมาดริด 66 ประตูของเฟเรนส์ ปุชคัช, อัลเฟรโด ดี สเตฟาโน และลุยส์ เดล ซอล ในฤดูกาล 1960–61 และต่อมาในปี ค.ศ. 2009 อ็องรีช่วยให้บาร์เซโลนาชนะได้ถ้วยเพิ่มเป็น 6 ถ้วย รวมกับถ้วยที่กล่าวมาตอนต้นกับถ้วยซูเปร์โกปาเดเอสปัญญา, ยูฟ่าซูเปอร์คัพ และฟีฟ่าคลับเวิลด์คัพ

ในฤดูกาลถัดมาเมื่อเปโดร โรดรีเกซแจ้งเกิด ทำให้อ็องรีได้ลงสนามในลีกเพียง 15 นัด ก่อนฤดูกาลในลาลิกาจะจบลง และอีกไม่ถึงปีก่อนสัญญาจะหมด ประธานสโมสร ชูอัน ลาปอร์ตา กล่าวเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม ค.ศ. 2010 ว่า "อ็องรีอาจออกจากสโมสรในช่วงการซื้อขายนักเตะช่วงฤดูร้อน ถ้าหากเป็นสิ่งที่อ็องรีต้องการ" หลังอ็องรีกลับมาจากการแข่งฟุตบอลโลก 2010 บาร์เซโลนายืนยันในการขายอ็องรีให้กับสโมสรแห่งหนึ่ง ซึ่งอ็องรียอมรับเงื่อนไขของสโมสรใหม่นี้

จีบรีล ซีเซ

ufa1688 จีบรีล ซีเซ (ฝรั่งเศส: Djibril Cissé, เกิดวันที่ 12 สิงหาคม ค.ศ. 1981) เป็นนักฟุตบอลชาวฝรั่งเศส-ไอวอรี่ โคสต์ ตำแหน่งกองหน้า ปัจจุบันเล่นให้กับสโมสรฟุตบอลวิเชนซา 1902 โดยพ่อของเขา มองก์ ซีเซ จีบรีลลา เคยเป็นกองหลังและอดีตกัปตันทีมชาติไอวอรี โคสต์ ของสโมสรอาร์ลส์ อาวีญง

ฌิบริล ซิสเซ่เคยเล่นให้กับสโมสรฟุตบอลชื่อดังในยุโรปมาแล้วหลายสโมสรเช่น มาร์แซย์, ลาซีโอ, อาร์ลาวีญง, โอแซร์ รวมไปถึงลิเวอร์พูล สโมสรที่เขาประสบความสำเร็จมากที่สุด โดยในปี ค.ศ. 2005 ซีเซได้ลงเล่นให้กับลิเวอร์พูลในนัดที่แข่งยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกตอนเจอกับเอซี มิลานในช่วงฤดูกาล 2004-05 โดยเขาได้ทำประตูสำคัญให้กับทีม ซึ่งช่วยทำให้ลิเวอร์พูลกลับมาตีเสมอเอซีมิลานได้ 3-3 แล้วก็ได้แชมป์ด้วยการชนะจุดโทษไป 3-2 ซีเซมีบทบาทกับทีมลิเวอร์พูลมาก ซึ่งซีเซได้แชมป์กับลิเวอร์พูล 3 ครั้ง คือ ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก ยูฟ่าซูเปอร์คัพ และเอฟเอคัพ โดยราฟาเอล เบนีเตซ ผู้จัดการทีมลิเวอร์พูลในช่วงนั้นได้สนับสนุนเขาให้ลงเล่นเป็นตัวจริงบ่อยครั้ง

ชีวิตส่วนตัว
จีบรีล ซีเซ มีพ่อและแม่เป็นชาวไอวอรีโคสต์ โดยพ่อของเขา มองก์ ซีเซ จีบรีลลา เป็นอดีตกัปตันทีมชาติไอวอรีโคสต์เล่นในตำแหน่งกองหลัง และได้ย้ายมาเล่นฟุตบอลที่ประเทศฝรั่งเศสในปี 1974 ก่อนจะเลิกเล่นกับสโมสรอาร์ลส์ อาวิญง ในระดับดิวิชัน 2 ฝรั่งเศส ในปี 1979

ซีเซ เกิดที่เมืองอาร์ลส์ ในจังหวัดบุช-ดูว์-โรน เป็นบุตรคนสุดท้อง จากจำนวนพี่น้องของเขาทั้งหมด 7 คน ได้แก่ เอ็นม่า, ดามาเย่, อาบู, โฟเด้, เซนี่ และ ฮะหมัด

เดือนมิถุนายน ปี 2005 ซีเซ ที่ขณะนั้นเล่นให้กับสโมสรสโมสรฟุตบอลลิเวอร์พูล ได้เข้าพิธีแต่งงานกับ จูด ริตต์เลอร์ ช่างทำผมชาวเวลส์และทั้งคู่มีบุตรด้วยกัน 3 คน ได้แก่ แคสเซียส เคลย์, ปรินซ์ โคเบ และ มาร์เลย์ แจ๊คสัน โดยก่อนหน้านี้ ซีเซ มีลูกสาวคนแรกชื่อว่า อิโลนา ซึ่งเป็นบุตรของเขาที่เกิดกับอดีตแฟนสาวที่เลิกรากันไป

ปี ค.ศ. 2012 จีบรีล ซีเซ่ ได้หย่าขาดกับภรรยา ก่อนที่จะไปคบหากับ มารี-เซซีล เลนซินี และมีบุตรอีกหนึ่งคนในปี ค.ศ. 2015 ชื่อ กาเบรียล

ครอบครัวของ จีบรีล ซีเซ เป็นมุสลิม โดยชื่อ จีบริล ของเขาถูกตั้งมาจาก ญิบรีล หรือ ญิบรออีล (جبريل‎) ซึ่งเป็นมลาอิกะฮ์หรือทูตนำสาร์นของอัลลอฮ์ โดยภายหลังเขาได้ออกจากอิสลาม และหันมานับถือศาสนาคริสต์ นิกายโรมันคาทอลิก แต่ยังใช้ชื่อเดิม[4]

นอกจากการเล่นฟุตบอลแล้ว จีบรีล ซีเซ ยังเคยร่วมแสดงในฐานะนักแสดงรับเชิญในภาพยนตร์เรื่องแท็กซี่ 4 ซิ่งระเบิด บ้าระห่ำ ในปี 2007 และเป็นเจ้าของผลิตภัณฑ์น้ำหอมและเสื้อผ้าที่ชื่อว่า "Mr Lenoir"

 

ดีร์ก เกอวต์

ufa1688 เกอวต์เกิดที่เมืองแห่งชายทะเลคือเมืองกัตไวก์อานเซ ที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ โดยมีคุณพ่อทำอาชีพชาวประมง เกอวต์ชื่นชอบฟุตบอลตั้งแต่เด็ก เพราะเป็นกีฬาที่ง่ายและกำลังมีความนิยมในสมัยนั้น โดยคุณพ่อของเขาก็สนับสนุนให้เกอวต์เล่นฟุตบอลเพื่อความสุขของลูกและเพื่ออนาคตของตนและลูก เกอวต์จึงเริ่มเล่นฟุตบอลตั้งแต่อายุ 5 ปี และได้เข้ามาเล่นในสโมสรฟุตบอลเยาวชนของประเทศเนเธอร์แลนด์ โดยเล่นให้กับสโมสรฟุตบอลควิกบอยส์และผ่านมา 13 ปี ในปี ค.ศ. 1998 เกอวต์ทำประตูไปได้ 3 ประตู ซึ่งเป็นความภาคภูมิใจครั้งแรกของเขาในเล่นฟุตบอล เยาวชนหลังจากนั้น เกอวต์ได้เข้าสู่วงการฟุตบอลยุโรปแบบเต็มตัวตั้งแต่ อายุ 18 ปี

นักฟุตบอลมืออาชีพ
ยูเทรกต์

เกอวต์ได้มาเล่นสโมสรฟุตบอลอาชีพครั้งแรกกับ สโมสรฟุตบอลยูเทรกต์ในประเทศเนเธอร์แลนด์ตั้งแต่ฤดูกาล 1998-2003 และในฤดูกาล 2002-2003 โดยเกอวต์ทำประตูไปได้ 66 จาก 184 และยังพาทีมยูเทรกต์คว้าแชมป์ดัตช์คัพด้วยการทำแฮตทริกของเขา 3 ลูก โดยชนะอายักซ์อัมสเตอร์ดัมไป 4-1 ได้อีกด้วย ซึ่งเป็นสถิติแรกที่เขาภาคภูมิใจในการมาเล่นสโมสรอาชีพเป็นครั้งแรก และเกอวต์ขอย้ายไปเล่นกับสโมสรฟุตบอลไฟเยอโนร์ดในเวลาต่อมา

ไฟเยอโนร์ด
ในปี ค.ศ. 2003 เกอวต์ได้ย้ายมาอยู่สโมสรฟุตบอลไฟเยอโนร์ด เมืองโรตเตอร์ดัม และได้เป็นกัปตันทีมอีกด้วย เกอวต์อยู่กับเฟเออโนร์ดจนถึงปี ค.ศ. 2006 เล่นไป 122 นัด ยิงไป 83 ประตู และยังได้รับรางวัลดีเด่นจากราชสมาคมฟุตบอลเนเธอร์แลนด์ด้วยการเป็น "กัปตันทีมดีเด่น" ในฤดูกาล 2003-2004 และ 2005-2006 จึงทำให้เป็นความสนใจของราฟาเอล เบนิเตซ ผู้จัดการทีมลิเวอร์พูล และซื้อเกอวต์ด้วยค่าตัว 12 ล้านปอนด์ มาอยู่กับสโมสรฟุตบอลลิเวอร์พูลในพรีเมียร์ลีก

ลิเวอร์พูล
ฤดูกาล 2006-2007

เกอวต์ได้ย้ายมาสู่แอนฟีลด์ในปี ค.ศ. 2006 ในวันที่ 26 สิงหาคม ค.ศ. 2006 เกอวต์ได้ลงเล่นนัดแรกให้กับลิเวอร์พูล โดยลงสนามเป็นตัวสำรองในนัดที่เจอกับ เวสต์แฮมยูไนเต็ด ต่อมา เกอวต์ได้ทำประตูแรกให้กับลิเวอร์พูลในนัดที่เปิดสนามแอนฟีลด์เจอกับนิวคาสเซิลยูไนเต็ด โดยลิเวอร์พูลชนะนิวคาสเซิลยูไนเต็ด 2-0[3] ต่อมาลิเวอร์พูลเปิดสนามแอนฟีลด์เจอกับทอตนัมฮอตสเปอร์ และเกอวต์ได้ทำประตูที่ 2 ในพรีเมียร์ลีก โดยลิเวอร์พูลชนะไป 3-0 ต่อมา เกอวต์ได้ทำประตูที่ 3 ในพรีเมียร์ลีก ในนัดที่เปิดสนามแอนฟีลด์เอาชนะ แอสตันวิลลา 3-1 ต่อมา เกอวต์ได้เล่นในนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลรายการใหญ่คือ ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก ปี 2006-2007 ระหว่างลิเวอร์พูลกับเอซี มิลาน ซึ่งก่อนหน้านั้น 2 ปี ลิเวอร์พูลได้ชิงรายการเดิมกับเอซี มิลาน โดยนัดนั้นลิเวอร์พูลเป็นฝ่ายเอาชนะไปได้ แชมป์ครั้งนั้นทำให้ลิเวอร์พูลได้แชมป์เป็นสมัยที่ 5 และนัดนี้ ดีร์ก เกอวต์ กองหน้าคนใหม่ก็ต้องผิดหวังเมื่อแพ้เอซีมิลานที่กรุงเอเธนส์ ประเทศกรีซ 2-1 ถึงแม้เกอวต์จะตีไข่แตกในนาทีที่ 87 แต่ก็ตามไม่ทัน ทำให้ลิเวอร์พูลพลาดแชมป์ที่จะได้เท่ากับเอซีมิลาน คือ 6 สมัย เกอวต์ย้ายเข้ามาในแอนฟีลด์ และถูกเปลี่ยนบทบาทจากกองหน้ากลายมาเป็นปีกขวา เกอวต์เป็นนักฟุตบอลที่ขยัน ทำให้เขายึดตัวจริงในถิ่นแอนฟีลด์และเป็นตัวหลักในชุดใหญ่ของลิเวอร์พูลไปโดยปริยาย

ฤดูกาล 2007-2008
เกอวต์ทำประตูแรกในฤดูกาล 2007-2008 ในนัดที่เปิดสนามแอนฟีลด์เอาชนะตูลูสจากฝรั่งเศส 4-0 ในยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก รอบคัดเลือก ต่อมา ในวันที่ 28 สิงหาคม ค.ศ. 2007 เกอวต์ได้ยิง 2 จุดโทษช่วยให้ลิเวอร์พูลเอาชนะคู่ปรับร่วมเมือง เอฟเวอร์ตัน ที่กูดิสันพาร์ก 2-1 ต่อมา ในเดือนพฤศจิกายน 2007 เกอวต์ได้ยิงประตูช่วยให้ลิเวอร์พูลเอาชนะนิวคาสเซิลยูไนเต็ดที่เซนต์เจมส์ปาร์ก 3-0

ในวันที่ 19 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2008 ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก รอบ 16 ทีมสุดท้าย นัดแรก เกอวต์ทำประตูให้ ลิเวอร์พูล เปิดสนามแอนฟีลด์เอาชนะ อินเตอร์มิลาน 2-0 จบฤดูกาล เกอวต์ยิงประตูในพรีเมียร์ลีกได้แค่ 3 ประตูเท่านั้น

ฤดูกาล 2008-2009
ในยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก 2008-2009 รอบคัดเลือก เกอวต์ทำประตูชัยในช่วงต่อเวลาพิเศษ ในนัดที่เปิดสนามแอนฟีลด์เอาชนะ Standard Liège 1-0 ต่อมา ในวันที่ 5 ตุลาคม ค.ศ. 2008 ลิเวอร์พูลบุกไปเยือนแมนเชสเตอร์ซิตีที่ซิตีออฟแมนเชสเตอร์ โดยครึ่งแรก ลิเวอร์พูลตามหลัง 0-2 แต่ในครึ่งหลัง เฟร์นันโด ตอร์เรส ยิง 2 ประตู ช่วยให้ ลิเวอร์พูลตามตีเสมอ 2-2 และในช่วงนาทีสุดท้าย เกอวต์ได้ยิงประตูชัยให้ลิเวอร์พูลเอาชนะแมนเชสเตอร์ซิตี 3-2 ต่อมา ในวันที่ 18 ตุลาคม ค.ศ. 2008 ลิเวอร์พูลเปิดสนามแอนฟีลด์เจอกับวีกันแอทเลติก โดยเกอวต์ได้ยิงประตูตีเสมอ 1-1 แต่ครึ่งแรก ลิเวอร์พูลตามหลัง 1-2 แต่ในครึ่งหลังเกอวต์ ได้ยิงประตูชัยให้ลิเวอร์พูลเอาชนะไป 3-2 ซึ่งจบฤดูกาล เกอวต์ยิงประตูในพรีเมียร์ลีกได้ 12 ประตูจาก 38 นัด

ฤดูกาล 2009-2010
เกอวต์ทำประตูแรกในฤดูกาล 2009-2010 ในนัดที่ลิเวอร์พูลเปิดสนามแอนฟีลด์เอาชนะสโตกซิตี 4-0 ต่อมา เกอวต์ทำประตูชัยในยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก 2009-2010 รอบแบ่งกลุ่ม ในนัดที่เปิดสนามแอนฟีลด์เอาชนะ Debrecen 1-0 ต่อมา เกอวต์ได้ทำประตูที่ 4 ในพรีเมียร์ลีก ในนัดที่ ลิเวอร์พูลเอาชนะคู่ปรับร่วมเมือง เอฟเวอร์ตัน ที่กูดิสันพาร์ก 2-1 ต่อมา เกอวต์ได้ทำประตูที่ 5 ในพรีเมียร์ลีก ในนัดที่แพ้ อาร์เซนอล 1-2 ที่แอนฟีลด์

ฤดูกาล 2010-2011
เกอวต์ได้ยิงจุดโทษช่วยให้ลิเวอร์พูลตีเสมอเอฟเวอร์ตัน 2-2 ต่อมา เกอวต์ได้ทำแฮตทริกครั้งแรกให้กับลิเวอร์พูล ในนัดที่เจอกับคู่ปรับตลอดกาล แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด ที่แอนฟีลด์ โดยลิเวอร์พูลชนะแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด 3-1 พร้อมกับคว้าลูกบอลกลับบ้านไปครอง[4] ต่อมา เกอวต์ได้ยิงจุดโทษช่วยให้ลิเวอร์พูลเอาชนะซันเดอร์แลนด์ที่สเตเดียมออฟไลต์ 2-0 ต่อมาได้ยิงประตูช่วยให้ลิเวอร์พูลเปิดสนามแอนฟีลด์เอาชนะแมนเชสเตอร์ซิตี 3-0 ต่อมาเกอวต์ได้ยิงจุดโทษช่วยให้ลิเวอร์พูลตีเสมออาร์เซนอลในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ 1-1, ได้ยิงประตูช่วยให้ลิเวอร์พูลเปิดสนามแอนฟีลด์เอาชนะเบอร์มิงแฮมซิตี 5-0, ได้ยิงประตูช่วยให้ลิเวอร์พูลถล่มนิวคาสเซิลยูไนเต็ด 3-0 และได้ยิงประตูช่วยให้ลิเวอร์พูลเอาชนะฟูลัม 5-2 ซึ่งจบฤดูกาล เกอวต์ยิงประตูในพรีเมียร์ลีกได้ 13 ประตูจาก 33 นัด

ฤดูกาล 2011-2012
เกอวต์ได้มีโอกาสลงเล่นมากขึ้นโดยทำผลงานยอดเยี่ยมในช่วงต้นปี 2012 ด้วยการยิงประตูชัยในนาที 88 ในเอฟเอคัพรอบ 4 ที่ แอนฟีลด์ นัดที่ลิเวอร์พูลพบแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด โดยทำสกอร์ให้ลิเวอร์พูลชนะแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดไป 2-1 ต่อมา ในรอบชิงชนะเลิศถ้วยลีกคัพ ลิเวอร์พูลเจอกับคาร์ดิฟฟ์ซิตี เกอวต์ลงมาเป็นตัวสำรองและสามารถทำประตูให้ลิเวอร์พูลขึ้นนำ 2-1 ในช่วงต่อเวลาพิเศษ แต่สุดท้ายจบด้วยผลเสมอ 2-2 ทำให้ต้องตัดสินด้วยการยิงจุดโทษ และเกอวต์ยิงจุดโทษได้ด้วยและผลคือทำให้ลิเวอร์พูลชนะจุดโทษ 3-2 และสามารถคว้าลีกคัพมาได้ พอจบฤดูกาล 2011-12 ลิเวอร์พูลจบในอันดับที่ 8 โดยไม่ได้ไปเล่นยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกถึง 3 ครั้ง ซึ่งจบฤดูกาล เกอวต์ยิงประตูในพรีเมียร์ลีกได้แค่ 2 ประตู เท่านั้น และเกอวต์ก็ไม่ได้รับโอกาสเป็นตัวจริงทั้งหมด จึงทำให้เกอวต์ต้องย้ายออกจากสโมสรฟุตบอลลิเวอร์พูลไปอยู่สโมสรฟุตบอลเฟแนร์บาห์เชในวันที่ 3 มิถุนายน ค.ศ. 2012

เคย์เลอร์ นาบาส แกมบัว 

ufa1688 

ชื่อเต็ม : เคย์เลอร์ นาบาส แกมบัว 
วันเกิด : 15/12/1986
เมืองทีเกิด : ซาน ไอซิโดร (คอสตาริก้า)
ส่วนสูง : 1.84 ซม. 
น้ำหนัก : 78 กก.
สัญชาติ : คอสตาริเซนเซ่ 
หมายเลขผู้เล่น : 32
ตำแหน่ง : ผู้รักษาประตู
ต้นสังกัด : บาเยิร์น มิวนิค 

สโมสร

    เคย์เลอร์ นาบาส เกิดที่เมือง ซาน ไอซิโดร และได้ลงเฝ้าเสาครั้งแรกในฐานะผู้รักษาประตูอาชีพเมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2005 ให้กับต้นสังกัด เดปอร์ติโว ซาปริสซ่า เป็นเกมลีกที่พบกับ เดปอร์ติวา การ์เมลิต้า และนาบาส ก็เป็นมือหนึ่งให้กับ ซาปริสซ่า ตลอดช่วง 2 ฤดูกาลท้าย จากที่หากินมายาวนานถึง 5 ปี และช่วยให้ต้นสังกัดกวดแชมป์ไปทั้งหมด 7 โทรฟี่ 

    วันที่ 10 กรกฏาคม 2010 นาบาส ย้ายไปหาความท้าทายใหม่ๆกับอัลบาเซเต้ ในสเปน ซึ่งจอมหนึบจากคอสตาริก้า ลงเฝ้าเสาให้กับสโมสรใหม่ไป 36 จาก 42 เกมในซีซั่นแรก อย่างไรก็ตาม ทีมของนาบาส ต้องหล่นไปดิวิชั่น 3 หลังสิ้นสุดฤดูกาลด้วยอันดับสุดท้าย

    ส่วนในซีซั่น 2011-12 นาบาส ส้มหล่นได้มาค้าแข้งกับทีมระดับลา ลีก้า กับเลบันเต้ แบบยืมตัว 1 ฤดูกาล ทว่านายด่านผิวเข้มกลับได้ลงเฝ้าเสาให้ "ค้างคาวน้อย" แค่เกมเดียวคือนัดสุดท้ายของฤดูกาล ในเกมเปิดบ้านถล่มแอธ.บิลเบา 3-0 เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2012 พร้อมกับมีส่วนเล็กๆช่วยให้เลบันเต้ ได้สิทธิ์ไปโม่แข้งยูโรป้า ลีก เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์สโมสร 

    นาบาส ย้ายมาอยู่กับเลบันเต้ อย่างถาวร ในฤดูกาลถัดมา โดยเข้ามาเป็นตัวสำรองของกุสตาโว มูนัว และต้องอดทนรออยู่ถึง 2 ซีซั่น กว่าจะได้โอกาสสอดแทรกเป็นมือหนึ่ง ซึ่งในฤดูกาล 2013-14 นาบาส ได้เฝ้าหน้าปากประตูถึง 37 เกม พร้อมกับพา "ค้างคาวน้อย" จบอันดับ 10 

ทีมชาติ

    นาบาส เคยติดทีมชาติคอสตาริก้า ทำศึกยู-17 ชิงแชมป์โลก ที่ฟินแลนด์ เมื่อปี 2003 ก่อนจะติดธงชุดใหญ่เป็นครั้งแรกเมื่อเดือนสิงหาคม 2006 ในเกมอุ่นเครื่องกับออสเตรีย และออสเตรีย ทว่าก็ไม่ได้ถูกส่งลงสนามแต่อย่างใด จากนั้น นาบาส สร้างชื่อในศึกโกลด์ คัพ 2009 ด้วยการพา "กล้วยหอม" ทะลุถึงรอบรองชนะเลิศ และได้รับตำแหน่งผู้รักษาประตูยอดเยี่ยมประจำทัวร์นาเม้นต์อีกด้วย 

    ในศึกฟุตบอลโลก 2014 ตอสตาริก้า เปิดฉากได้อย่างสวยหรู ด้วยการไล่ทุบอุรุกวัย 3-1 ตามด้วยกระทุ้งอิตาลี 1-0 ก่อนจะเสมออังกฤษ 0-0 เป็นการปิดท้าย พร้อมกับจบด้วยการเป็นแชมป์กลุ่ม และนาบาส ก็โดนยิงผ่านมือเพียงแค่ลูกเดียว แถมเปนการเสียประตูจากลูกจุดโทษ 

    ขณะที่ในรอบถัดมา นาบาส ได้รับการโหวตให้เป็นแมน ออฟ เดอะ แมตช์ ในแมตช์ชนะกรีซ หลังจากเซฟเป็นพัลวันในเวลาปกติ และพาทีมเอาชนะ "เทพนิยาย" จากการดวลจุดโทษ ก่อนจะเป็น "กล้วยหอม" ซึ่งผ่านเข้าสู่รอบ 8 ทีมสุดท้ายได้เป็นครั้งแรกในประวัตศาสตร์ ถึงแม้จะหยุดอยู่ค่รอบดังกล่าวจากน้ำมือของ ฮอลแลนด์ ก็ตาม ทว่าเจ้าตัวยังได้รับการโหวตให้เป็นแมน ออฟ เดอะ แมตช์ อีกครั้ง  

กาบริเอล บาติสตูตา

ufa1688 กาเบรียล บาติสตูตา (สเปน: Gabriel Batistuta) ชื่อเต็มคือ กาเบรียล โอมาร์ บาติสตูตา (Gabriel Omar Batistuta) อดีตนักฟุตบอลชาวอาร์เจนตินา เป็นนักฟุตบอลที่เป็นตำนานของฟิออเรนติน่า และได้รับการสวมเสื้อหมายเลข 9 ของฟิออเรนติน่า เป็นนักฟุตบอลที่มีรูปแบบการเล่นที่ห้าวหาญ แข็งแกร่ง เก่งทั้งการเล่นลูกกลางอากาศ และภาคพื้นดิน และที่สำคัญมีเทคนิคการยิงประตูที่หนักหน่วง รุนแรง เฉียบขาด ทำให้กลายเป็นขวัญใจของแฟนฟิออเรนติน่าจนถึงปัจจุบันและชาวเมืองฟลอเรนซ์ได้สร้างอนุสรณ์สถานให้ด้วยที่เมือง

บาติสตูตา เริ่มต้นการเป็นนักฟุตบอลในช่วงวัยรุ่นที่เล่นให้กับนีเวลล์โอลด์บอยส์ และริเวอร์เพลท สโมสรในอาร์เจนตินา บ้านเกิด ซึ่งที่นั่นบาติสตูตาเป็นเพียงกองหน้าระดับธรรมดา ๆ คนหนึ่งเท่านั้น ก่อนจะย้ายไปยังโบกาจูเนียรส์ และที่นั่นบาติสตูตาเริ่มที่จะมีชื่อเสียงขึ้นมา จนกระทั่งมีแมวมองดึงตัวไปอยู่ที่ฟิออเรนติน่า ในเซเรียอา อิตาลี ซึ่งทำให้เจ้าตัวได้รับฉายาว่า บาติโกล

ในช่วงที่บาติสตูตาอยู่กับฟิออเรนติน่าไม่เคยได้แชมป์ใด ๆ เลย ช่วงบั้นปลายของการเป็นนักฟุตบอลได้ย้ายไปเล่นให้กับ โรมา แห่งกรุงโรม ได้ร่วมเล่นกับนักเตะขวัญใจชาวกรุงโรมและอิตาลีด้วย นั่นคือ ฟรานเชสโก ต๊อตติ และได้ตามความฝันของตัวเองสำเร็จก็คือได้แชมป์เซเรียอากับโรมา จากนั้นบาติสตูตาได้ย้ายไปเล่นกับอินเตอร์มิลาน และปิดฉากการเป็นนักฟุตบอลที่สโมสรในภูมิภาคตะวันออกกลาง คือ อัลอาราบี ในกาตาร์ ด้วยวัย 37 ปี

เกียรติประวัติ
เป็นนักฟุตบอลที่ทำประตูสูงสุดตลอดกาลของฟิออเรนติน่า 168 ประตู
เป็นนักฟุตบอลที่ทำประตูได้เป็นลำดับทีสองรอง จากลิโอเนล เมสซี่ ในนามทีมชาติอาร์เจนตินาเขาลงเล่นไป77 นัด ยิง 54 ประตู
เป็นนักฟุตบอลคนแรกและคนเดียวตราบจนปัจจุบันนี้ที่ยิงแฮตทริกได้ถึง 2 ครั้งติดต่อกันในการแข่งขันฟุตบอลโลก 2 สมัย โดยครั้งแรกในฟุตบอลโลก 1994 ด้วยการยิงทีมชาติกรีซ และฟุตบอลโลก 1998 ด้วยการยิงทีมชาติจาเมกา